Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

McLaren-720
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S หรือ “แม็คลาเรน” รุ่น 720S คือรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษที่ได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ จากรถแข่งฟอร์มูลาวันเข้ามาใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อความแรงและเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำไปขับขี่บนท้องถนนทั่วไปได้โดยมีทั้งรูปลักษณ์แบบคูเป้และโรสเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ก็จะพาไปทำความรู้จักกับรถยนต์รุ่นนี้ที่เป็นรถในฝันของใครหลายคนในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

สมรรถนะและความโดดเด่นของ McLaren 720S

McLaren 720S เป็นสปอร์ตคาร์รุ่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อแทนแม็คลาเรนรุ่น 650S เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์เมื่อวันที่ 7มีนาคม ปีค.ศ. 2017 สร้างขึ้นจากคาร์บอนโมโนโคค (Monocage) ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมากขึ้น ตัวถังได้รับการออกแบบบเพื่อความลู่ลมมากกว่ารุ่น 650S อีกทั้งสปอยเลอร์ด้านหลังรูปร่างคล้ายปีกที่สามารถยกตัวอัตโนมัติได้สามระดับตามความเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราความลู่ลมแล้วและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรคได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพในการเบรกที่ดังกล่าว ส่งผลให้แม็คลาเรนรุ่นนี้ เบรคจากความเร็วจาก 200 กม./ชม. มาหยุดนิ่งทันทีภายในเวลาเพียง 4.6 วินาที กำลังเครื่องแรงถึง 720 แรงม้า และในส่วนของสมรรถนะความเร็ว สามารถเร่งความเร็วไปที่ 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.8 วินาที และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 341 กม. / ชม.  ยังมาพร้อมกับ Variable Drift Mode ซึ่งควบคุมการควบคุมเสถียรภาพเพื่อช่วยในการดริฟท์รถ

ภายในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบอย่างหรูหรามีระดับด้วยวัสดุหนังแท้และชิ้นส่วนอะลูมิเนียมคุณภาพเยี่ยม บวกกับแผงคอนโซลทรงตั้งและเทคโนโลยีจอแสดงผลแบบ Folding Driver Display ที่มีฟังก์ชันพับเก็บได้แต่ยังแสดงข้อมูลที่จำเป็นซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยขณะขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

McLaren-720S
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S รุ่นพิเศษ Special Edition

ตั้งแต่เปิดตัว  McLaren 720S ในปี 2017 เป็นต้นมา หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารถสปอร์ตในซีรีส์เดียวกันเป็นรุ่นพิเศษหรือ Special Edition ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น

McLaren 720S Le Mans Special Edition รุ่นนี้ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันรายการ Le Mans ของรถแข่งฟอร์มูล่าวัน (F1) GTR เมื่อปี 1995 ความพิเศษคือ หมายเลขตัวถังของรถสปอร์ตรุ่นนี้จะเริ่มต้นด้วย ด้วย 298 ซึ่งเป็นจำนวนรอบที่รถแข่ง F1 GTR ทำได้ในการแข่งขันครั้งนั้นนั่นเอง โดยจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 50 คันทั่วโลก โดยและมีให้เลือก 2 สี คือ สีส้ม McLaren Orange และสีเทา Sarthe Grey

McLaren 720S Spider เปิดตัวในเดือนธันวาคมปี 2018 ในรูปลักษณ์แบบซุปเปอร์คาร์เปิดประทุน ตัวถังโรสเตอร์ และยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุตัวถังให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ส่วนของหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์บวกกับเทคโนโลยี Electrochromic Glass ที่ทำให้หลังคากระจกสามารถปรับระดับแสงที่ส่องผ่านได้แบบอัตโนมัติและใช้เวลาในการเปิด-ปิดราวๆ 11 วินาที เท่านั้น โดยรวมแล้ว ความโดดเด่นจะอยู่ที่รูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และทำความเร็วสูงสุดขณะเปิดหลังคาที่ 325 กม./ชม.

McLaren 720S GT3 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Pebble Beach Concours d’Elegance ปี 2018 สำหรับรุ่นนี้ได้มีการพัฒนาด้านวัสดุและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Chassis Carbon Fiber ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งความแข็งแกร่งสูงและในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบาภายใต้รูปลักษณ์แบบรถสปอร์ตสุดหรูทั้งภายนอกภายใน อีกทั้งยังมีการยกระดับสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ชื่อว่า Race-Prepared Version สำหรับคนที่ชอบความเร็วเสมือนได้ขับรถในสนามแข่งพร้อมทั้งสามารถขับขี่บนเส้นทางปกติทั่วไปได้ด้วย

McLaren 765LT เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2020 เป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในด้านการพัฒนาสมรรถนะทุกๆ ด้านจากโครงสร้างของ 720S ตั้งแต่ น้ำหนักที่เบากว่า McLaren 720S ถึง 80 กิโลกรัม ส่งผลให้ความเร็วและแรงของสปอร์ตคาร์รุ่นนี้ สามารถทำอัตราเร่ง จาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของรถก็อยู่ที่ 330 กม./ชม. และเนื่องจากเป็นรุ่น Special Edition จึงจำกัดจำนวนผลิตและจำหน่ายทั่วโลกแค่ 765 คันเท่านั้น

และนี่ก็คือความน่าสนใจของ McLaren 720S ซุปเปอร์คาร์เจ้าแห่งความเร็วที่มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีที่ใช้กับรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ เหล่านี้ ให้คนรักรถและรักความเร็วมีโอกาสได้สัมผัสกับซุปเปอร์คาร์ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะความเร็วบนท้องถนนอย่างเร้าใจ

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

               ต้องบอกก่อนว่ารถนั้นมีผลต่อภาพลักษณ์ของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในระดับสูง ๆ อย่างผู้บริหาร นักธุรกิจระดับสูง จะไม่ค่อยนิยมใช้รถทั่วไป แต่จะใช้เป็นรถอเนกประสงค์แทน และรถเหล่านั้นจะต้องเป็นรถ MVP โดยผู้บริหารส่วนใหญ่จะใช้รถประเภทนี้ในการเดินทาง เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ และรถคันนั้นจะต้องตอบโจทย์การใช้งานด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาเปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม ในปี 2021 เป็นรถที่มาพร้อมกับการดีไซน์ที่สวยหรู ดูทันสมัย สะดวกสบายเมื่อใช้งาน จะมีรถรุ่นใดบ้างนั้นมาชมกันเลย

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

5.NISSAN NV300 MINORCHANGE

               NISSAN NV300 MINORCHANGE ที่มาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่ทั้งภายนอกและภายใน เสริมด้วยขุมพลังดีเซลที่ผ่านมาตรฐาน EURO 6 และยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อยู่หลายรายการ สำหรับรายละเอียดของภายนอกของรถรุ่นนี้ จะมาพร้อมกับการดีไซน์ด้านหน้าใหม่ เหมือน NISSAN NAVARA อย่างกระจังหน้าที่เป็นแบบ INTERLOCK และไฟหน้าแบบ LED พร้อม DAYTIME RUNNING LIGHT เฉพาะรุ่น เสริมด้วยล้อ ALLOY 17 นิ้ว ในส่วนของห้องโดยสารนั้นจะมีให้เลือกทั้งรุ่น 5 ที่นั่ง 6 ที่นั่ง 8 ที่นั่ง และ 9 ที่นั่ง DASHBOARD แบบใหม่ ตกแต่งโครเมียมและสีดำ DARK CARBON ส่วนช่องเก็บของจะมีความจุกว่า 88 ลิตร ปิดท้ายด้วยหน้าจอสัมผัสทัชสกินขนาด 8 นิ้ว พร้อมกับระบบการเชื่อมต่อของ NISSAN CONNECT ส่วนเรื่องขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ DCI ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน มีให้เลือกความแรงหลายระดับตั้งแต่ 110 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 150 แรงม้า เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ และ 170 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ และแรงบิดสูงสุดจะอยู่ที่ 380 นิวตัน-เมตร ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS จะประกอบไปด้วย ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา ระบบแจ้งเตือนรถยนต์ออกนอกช่องจราจร ระบบจดจำป้ายจราจร และระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมแจ้งเตือนให้เว้นระยะห่าง สำหรับ NISSAN NV300 MINORCHANGE ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2021 จะเริ่มออกจำหน่ายทั่วยุโรป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 เป็นต้นไป

4.TOYOTA HIACE

               TOYOTA HIACE เป็นรถตู้ทรงหลังคาเตี้ย 12 ที่นั่ง เครื่องยนต์รุ่น 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง DOUBLE OVERHEAD CAMSHAFT 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน INTERCOOLER ความจุกระบอกสูบ 2,755 CC ระบบจ่ายน้ำเชื้อเพลิงหัวฉีด DIRECT INJECTION แบบ COMMON RAIL ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที ชนิดเชื้อเพลิงคือดีเซล มีความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 70 ลิตร สำหรับรุ่นนี้จะเป็นล้อกระทะพร้อมฝาครอบ ขนาดของยางจะอยู่ที่ 215/70R16C ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นระบบ DISC BRAKE พร้อมคีบระบายความร้อน ส่วนระบบเบรกด้านหลังจะเป็นแบบ DUMP BRAKE และในส่วนของระบบความปลอดภัยของรุ่นนี้จะมีโครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA มีถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS 2 ตำแหน่งคู่หน้า ซึ่งจะอยู่ในบริเวณผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า และระบบเบรก ABS ส่วนระบบควบคุมการทรงตัวนั้นจะเป็นแบบ VSC มาพร้อมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันแบบ HAC ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเฟืองท้าย LSD และมีระบบไฟเบรกดวงที่สามพร้อมกับระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกระทันหันแบบ ESS กระจกมองข้ามจะเป็นสีดำ โดยตัวรถมีความยาว 5,265 มิลลิเมตร และมีความกว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 1,990 มิลลิเมตร สำหรับราคาของรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ 1,085,000 บาท

3.MG V80

               MG V80 PASSENGER VAN สไตล์ยุโรป มาพร้อมกับการดีไซน์ที่เรียบหรู ดูแพง เป็นรถตู้พรีเมียมที่มีทั้งหมด 11 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารนั้นจะมีขนาดที่กว้างขวาง พร้อมกับประตูสไลด์ 2 ด้าน และมีบันไดไฟฟ้า 2 ข้าง ในส่วนของประตูท้ายจะเป็นบานคู่แบบเปิดได้ 2 ระดับ ทั้ง 90 และ 180 องศา อีกทั้งยังมีระบบสร้างความปลอดภัยถึง 7 ระบบด้วยกัน ใน ESP มาตรฐานยุโรป MG V80 จะขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 330 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 SPEED  SELEMATIC ที่ปรับเปลี่ยนโหมดได้ มีจำนวนทั้งหมด 2 รุ่นย่อย

  • MG V80 2.5L MT ราคาอยู่ที่ 988,000 บาท
  • MG V80 2.5L Selemetic ราคาอยู่ที่ 1,038,000 บาท

2.KIA GRAND CARNIVAL

                KIA GRAND CARNIVAL รถตู้ MPV สุดพรีเมียม ที่จะตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ที่นั่ง ในส่วนภายในจะติดตั้งฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ระบบปรับอากาศให้บริสุทธิ์ จอสัมผัส TOUCH SKIN ที่มีขนาด 8 นิ้ว และรองรับด้วย APPLE CAR PLAY และ ANDROID AUTO, จอ PERSONAL ENTERTAINMENT TABLET, WIRELESS CHARGER และอื่น ๆ อีก และมาพร้อมกับระบบความปลอดภัย เช่น CRUISE CONTROL, RCTA, HAC เป็นต้น มาในส่วนของเครื่องยนต์ของ KIA GRAND CARNIVAL จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 197 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 441 นิวตัน-เมตร มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

1.HYUNDAI GRAND STAREX

                HYUNDAI GRAND STAREX 2020 อีกหนึ่งรถตู้สุดพรีเมี่ยม ที่มากับการรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 7 ที่นั่ง โดยดีไซน์ออกมาอย่างหรูหรา สุดพิเศษ และมาพร้อมกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก อย่างที่ชาร์จไร้สาย เบาะไฟฟ้า ประตูสไลด์เป็นระบบไฟฟ้า และอื่น ๆ อีก ในส่วนของระบบความปลอดภัยนั่นก็ได้จัดมาให้อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระบบควบคุมเสถียรภาพ รวมไปถึงกล้องมองภาพรอบทิศทาง ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์นั้น จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 175 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 441 นิวตัน-เมตร มีจำนวนทั้งหมด 2 รุ่น

  • HYUNDAI GRAND STAREX 2020 - 2021 รุ่น PREMIUM ราคาอยู่ที่ 2,349,000 บาท
  • HYUNDAI GRAND STAREX 2020 - 2021 รุ่น รุ่น VIP ราคาอยู่ที่ 2,399,000 บาท
Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

แนะนำ 5 อันดับอีโคคาร์เริ่มต้นที่ 400,000 บาท 2021

แนะนำ 5 อันดับอีโคคาร์เริ่มต้นที่ 400,000 บาท 2021

               รถยนต์อีโคคาร์ (ECO CAR) มาจากคำว่า ECOLOGY CAR ซึ่งหมายถึงรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่ามันเป็นรถที่ประหยัดพลังงาน โดยมีการปล่อยมลพิษออกมาน้อยกว่ารถยนต์ประเภทอื่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งได้มีการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช่ร่วมกับเครื่องยนต์ด้วย และก่อนที่จะเป็นอีโคคาร์ให้คนได้ขับนั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานหลาย ๆ อย่างก่อน และในประเทศไทยของเรามีข้อกำหนดเกี่ยวกับรถยนต์อีโคคาร์ว่าถ้ารถยนต์รุ่นใดที่ผ่านมาตรฐานทั้งหมดแล้ว จะมีการลดภาษีสรรพสามิตรให้ด้วย ด้วยเหตุนี้เองทำให้รถยนต์ประเภทนี้มีราคาที่ประหยัดกว่ารถประเภทอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะมาแนะนำ 5 อันดับอีโคคาร์ ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 400,000 บาท ในปี 2021 จะมีรถแบรนด์ไหน รุ่นใดบ้างนั้น ไปดูกันเลย

แนะนำ 5 อันดับอีโคคาร์เริ่มต้นที่ 400,000 บาท

1.SUZUKI CELERIO

               ค่ายรถสัญชาติญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็ได้ส่ง SUZUKI CELERIO ซึ่งเปิดตัวในไทยในงาน AUTO EXPO รถยนต์ขนาดเล็กคอมแพ็คคาร์ให้เราได้สัมผัส ด้วยความที่ขนาดรถคอมแพ็คคาร์ ทำให้อัตราการประหยัดพลังงานนั้นดีไปด้วย โดยรถรุ่นนี้สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตรเลยทีเดียว และถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์ที่มีขนาดเล็ก แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมออกเดินทางได้อย่างมั่นใจ

                SUZUKI CELERIO ได้ออกแบบภายใต้แนวคิดเน้นความพึงพอใจในการใช้งาน และ ความพึงพอใจในการขับขี่ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ออกแบบให้มีขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง และทำออกมาให้มีพื้นที่ว่างบริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขา มาพร้อมกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ มาในส่วนของขุมพลังนั้นจะใช้เครื่องยนต์ K10B ขนาด 1.0 ลิตรใหม่ มีกำลังน้อยที่สุดเพียง 68 แรงม้าเท่านั้น ซึ่งออกแบบมาอย่างพิเศษ ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยมีสมรรถนะการขับที่ดีเช่นเดียวกับ SUZUKI SWIFT ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสารนั้นที่ถูกดีไซน์ออกมาให้ดูโดดเด่น มาพร้อมกับระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกด้วย ตัวรถนั้นมีขนาดความยาว 3,600 มิลลิเมตร มีความกว้างเพียง 1,600 มิลลิเมตร มีราคาเริ่มต้นที่ 328,000 บาท ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีราคาไม่ถึง 400,000 แต่ถือว่าเป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่มีราคาถูกที่สุด เราจึงยกรถรุ่นนี้มาแนะนำกับทุกคน

2.NISSAN MARCH MINORCHANGE

                เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ NISSAN MARCH MINORCHANGE 2021 รถยนต์อีโคคาร์ขนาดเล็กสุดฮิต มาพร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่โฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม โดยเฉพาะส่วนของกระจังหน้าที่มาในสไตล์ V MOTION คล้ายกับรถยนต์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง NISSAN ALMERA โดยมีการเปลี่ยนโคมไฟหน้าใหม่ เพื่อให้ดูมีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น และเปลี่ยนลายล้อแม็กซ์แบบใหม่ แต่ตัวถังยังเป็นแบบเดิมเหมือน NISSAN MARCH GENERATION 4 ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ส่วนโคมไฟด้านท้ายก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ได้มีการเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยภายในโคมไฟ และเปลี่ยนชายกันชนเป็นแบบใหม่ โดยมีการเล่นลวดลายตัดกับสีดำบนหลังคาทำให้ดูสวยงามและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และในส่วนของภายในรถนั้นได้ถูกตกแต่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย เป็นสไตล์แบบรถนิสสันสมัยใหม่ทรง D SHAPE มีการเปลี่ยนหน้าจอสัมผัส     TOUCH SKIN ตรงกลางขนาดใหญ่แบบใหม่ ขนาด 6.5 นิ้ว รองรับระบบ APPLE CAR PLAY ANDROID AUTO มีกล้องถอยหลัง มาพร้อมกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และได้มีการเน้นโทนสีดำ ทำให้ดูมีความดุดันมากขึ้น ในด้านระบบความปลอดภัยนั้นจะมาพร้อมกับระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน มีจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX และรถรุ่นนี้ยังให้ถุงลมนิรภัยทั้งหมด 6 ตำแหน่งเลยทีเดียว และมาในส่วนขุมพลังของเครื่องยนต์รถรุ่นนี้ โดยมีเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 106 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 142 นิวตัน-เมตร ซึ่งมีทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 SPEED และรุ่นอัตโนมัติ 4 SPEED มาให้เลือก สำหรับ NISSAN MARCH MINORCHANGE รุ่นนี้มีราคารวมภาษีเริ่มต้นที่ 420,000 บาท

3.MITSUBISHI MIRAGE

               เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ MISUBISHI MIRAGE มาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่ ซึ่งได้เน้นให้มีความทันสมัยมากขึ้น การดีไซน์ออกมาอย่างสวยงามลงตัว โดยมีการอัปเกรดออพชั่นใหม่ ทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร ซึ่งได้ออกแบบมาพร้อมกับภายใต้มาตรฐานของรถยนต์อีโคคาร์ยุคใหม่ เพื่อรองรับกับการใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของวิถีชีวิตคนเมืองมากยิ่งขึ้น MITSUBISHI MIRAGE ในรุ่นท็อป GLS – LTD ได้มีการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ในหลาย ๆ จุด โดยด้านหน้านั้นจะดูน่าสนใจขึ้น ด้วยการดีไซน์แบบ ADVANCE DYNAMIC SHIELD ตรงบริเวณฝากระโปรงหน้า ส่วนของกระจังหน้านั้นได้ถูกดีไซน์ใหม่ ซึ่งจะตกแต่งด้วยสีดำเงาตัดกัลเส้นสีแดง และมีการปรับกันชนหน้าให้เป็นทรงใหม่และเน้นให้มีความรู้สึกความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยแต่งด้วยแถบโครเมี่ยม พร้อมกับดีไซน์ชุดไฟตัดหมอกใหม่ มาในส่วนของชุดไฟหน้าก็จะเป็นแบบ BI-LED DAYTIME RUNNING LIGHT LED ให้ความสว่างในขณะขับช่วงกลางคืนชัดเจนมากขึ้น และได้เปลี่ยนชุดไฟท้ายใหม่ให้เป็นแบบ LED ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนบริเวณชายหลังคาด้านท้ายนั้นจะมาพร้อมกับสปอยเลอร์ดีไซน์สปอร์ต ทำให้ตัวถังขนาดเล็กมีความสมดุลมากขึ้น นอกจากนี้ก็ได้เปลี่ยนล้อ ALLOY ลายใหม่ ขนาด 15 นิ้ว สีทูโทน ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็ยังคงมาพร้อมกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เครื่องยนต์เบนซิน แบบ 3 สูบ MIVEC ขนาด 1.2 ลิตร DOHC 12 วาล์ว โดยมีวาล์วแปรผันทางฝั่งไอดี ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 78 แรงม้า ที่ 6000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบ/นาที ซึ่งสามารถรองรับน้ำมันได้ถึง E20 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้การตอบสนองอย่างต่อเนื่อง มีระบบ IDLE NEUTRAL CONTROL ซึ่งจะตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัตขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง เป็นรถที่ประหยัดเชื้อเพลิง และยังมีระบบ G-SENSOR ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยราคาเริ่มต้นของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 474,000 บาท

 4.MITSUBISHI ATTRAGE

               รถรุ่นนี้ได้ออกแบบกระจังหน้าทรงสปอร์ต และคาดด้วยเส้นสีแดง 2 เส้น ทำให้มีความลงตัวกับโคมไฟหน้าที่ดีไซน์ใหม่ และไฟหน้าเป็นแบบ PROJECTOR ดีไซน์เลนส์ใหม่เป็นแบบ BI-LED และไฟตัดหมอกที่เป็นทรงกลมซ่อนในกรอบชิ้นสี่เหลี่ยม ทำให้ดูมีความกลมกลืนกับชุดออกแบบด้านหน้า และกันชนหน้าก็ได้ออกแบบมาใหม่เช่นกัน ในส่วนด้านท้ายรถนั้นได้ดีไซน์ใหม่ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น และมาพร้อมกับ LED LIGHT GUIDING สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ปลายท่อไอเสียนั้นจะดีไซน์แบบโครเมียม เป็นล้อ ALLOY ขนาด 15 นิ้ว และในส่วนของห้องโดยสารนั้นจะไม่มีอะไรเปลี่ยนมากนัก แต่มีจุดที่เปลี่ยนไปก็คือปรับให้หน้าจอเครื่องเสียงมีระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วตัวใหม่ โดยมาตรวัดการขับขี่จะเป็นแบบ SEMI HIGH CONTRAST มีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน และยังมีระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติด้วย มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลดิจิตอล มีพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง โดยพวงมาลัยสามารถปรับได้ 2 ทิศทางด้วย มีสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตซ์รับสาย-โทรออกบนพวงมาลัยอีกด้วย ในเรื่องของขุมพลังนั้นจะใช้เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ 12 วาล์ว มีขนาด 1,193 CC มาพร้อมเทคโนโลยีไมเวค โดยให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังเป็นหน้าที่ของเกียร์อัตโนมัติ CVT INVECS 3 ที่รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดที่ E20 รถรุ่นนี้มีราคาเริ่มต้นที่ 494,000 บาท

5.HONDA BRIO

               HONDA BRIO รถยนต์อีโคคาร์สไตล์ HATCHBACK และทุกรุ่นที่จำหน่ายในไทยปัจจุบันนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC ลิตร CVT การดีไซน์กระจังหน้าแบบโครเมียม มีไฟเตือนสถานะของเครื่องยนต์ ในส่วนของไฟหน้านั้นจะเป็น MULTI-REFLECTOR กระจกมองข้างปรับด้วยไฟฟ้า ส่วนภายนอกของตัวรถจะตกแต่งด้วยโครเมียมเช่นกัน และมีไฟเตือนระดับของน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ มาพร้อมกับระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง ในส่วนของการออกแบบภายในจะใช้เป็นกระจกกรองแสง

 มีช่องเชื่อมต่อ USB และ/หรือ AUX และรูปแบบการปรับพวงมาลัยจะเป็นแบบ TILT ส่วนระบบเครื่องเสียงนั้นจะเป็นแบบ 2DIN โดยมีสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และอื่น ๆ อีก ในส่วนของราคานั้นจะมีราคาเริ่ม

Categories
รีวิว พรีวิว

เทียบ 4 รถกระบะเอาใจขาลุย 2021

เทียบ 4 รถกระบะเอาใจขาลุย 2021
เทียบ 4 รถกระบะเอาใจขาลุย 2021

เทียบ 4 รถกระบะเอาใจขาลุย 2021

               ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดสำหรับรถกระบะในบ้านเรา ถือว่าเป็น PRODUCT CHAMPION เมืองไทย เพราะนอกจากจะเป็นรถที่สามารถบรรทุกของแล้ว ปัจจุบันก็ได้ยกระดับมาเป็นรถกระบะที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง SPORT, STRONG และ  STERN ที่จะตอบโจทย์หลาย ๆ ไลฟ์สไตล์ กระบะชุดแต่งตัวท็อปสายโหด โดยรุ่นของกระบะตั้งแต่เริ่มต้นจากรุ่นตอนเดี่ยว SINGLE CAB, DOUBLE CAB 4 ประตู มาจนถึงตัวท็อปที่มีชุดแต่งรอบคัน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ฟีเจอร์ความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับก็ไม่น้อยหน้ารุ่นอื่น ๆ วันนี้มาเทียบ 4 กระบะเอาใจขาลุย ในปี 2021 นี้ แต่ละค่ายมีรถรุ่นไหนกันบ้างไปชมกันเลย

1.TOYOTA HILUX REVO ROCCO

               TOYOTA HILUX TURBO ROCCO ได้มีการปรับโฉมใหม่ในกลางปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าโหดและดุดันกว่าเดิม มีการดีไซน์กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้าจะมีขนาดเล็กลง แต่มีดีเทลมากขึ้น มาพร้อมกับไฟแบบ BI-BEAM LED ทั้งชุด ในส่วนของพรมด้านในจะเป็นสีดำ ไฟตัดหมอกก็ได้ดีไซน์ใหม่ รวมถึงโป่งล้อด้วยที่ได้ดีไซน์ใหม่ โดยให้ล้อ ALLOY ลายใหม่ที่มีขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 265/65 R18 แบบออลเทอร์เรน ลายออฟโรดสีดำ และสัญลักษณ์ที่แก้มยางสีขาว โดยด้านท้ายมีการเปลี่ยนรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นแบบ LED พร้อมกับเส้น LIGHT GUIDING นอกจากนี้ได้ออกแบบสปอร์ตมาในทรงใหม่ให้เข้ากับตัวรถมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังติดไฟส่องสว่างในส่วนของด้านท้าย 3 จุด และฝาท้ายมีการตกแต่งอย่างพิเศษ พร้อมกับระบบผ่อนแรงที่สงวนไว้แค่ในรุ่น ROCCO และมาดูในส่วนรายละอียดของเครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์ดีเซลใหม่รหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร โดยให้พละกำลังแรงม้าอยู่ที่ 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ จะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือจะเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มีจำนวนทั้งหมด 4 รุ่นย่อย

 ราคา TOYOTA HILUX TURBO ROCCO

  • TOYOTA REVO SMART CAB PRERUNNER 2×4 2.4 ROCCO AT ราคาอยู่ที่ 949,000 บาท
  • TOYATA REVO SMART CAB 4×4 2.8 ROCCO AT ราคาอยู่ที่ 1,079,000 บาท
  • TOYOTA REVO DOUBLE CAB PRERUNNER 2×4 2.4 ROCCO AT ราคาอยู่ที่ 1,079,000 บาท
  • TOYOTA REVO DOUBLE CAB 4×4 2.8 ROCCO AT ราคาอยู่ที่ 1,239,000 บาท

2.ISUZU D-MAX V-CROSS

               ISUZU D-MAX V-CROSS ทุกความท้าทายไร้ขีดจำกัด มีรูปร่างที่ดูสวยลงตัวตั้งแต่กระจังหน้าที่ดูดุดัน ไฟหน้าจะเป็นแบบ PROJECTOR BI-LED ปรับความสูงต่ำของไฟหน้าได้ 4 ระดับ พร้อมกับไฟ DAYLIGHT ทรง V ในโครงเดียวกัน มีกันชนหน้าขนาดใหญ่ รูปทรงสปอร์ต มาพร้อมกับช่องระบายอากาศขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศได้ดี ทั้งนี้ยังได้ติดตั้งไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกแบบ LED และเซ็นเซอร์กับระยะการจอดเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย ในส่วนของภายในห้องโดยสารนั้นจะมากับกระจกบานหน้าแบบ IR CUT กรองรังสีอินฟราเรด และยังป้องกันรังสี UVA และ UVB อีกด้วย ส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 รุ่นด้วยกัน คือดีเซล 4 สูบ พร้อมกับเทอร์โบแปรผันแบบครีบ ขนาด 1.9 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร และดีเซล 4 สูบ ที่มาพร้อมกับเทอร์โบแปรผันแบบครีบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร อีกทั้งยังมี INTERCOOLER ขนาดใหญ่ มีจำนวนทั้งหมด 4 รุ่นย่อย

 ราคา ISUZU D-MAX V-CROSS

  • ISUZU D-MAX V-CROSS 4×4 3.0 DDI Z 2-DOOR ราคาอยู่ที่ 852,000 บาท
  • ISUZU D-MAX V-CROSS 4×4 3.0 DDI Z 4-DOOR ราคาอยู่ที่ 981,000 บาท
  • ISUZU D-MAX V-CROSS 4×4 3.0 DDI ZP 4-DOOR ราคาอยู่ที่ 1,096,000 บาท
  • ISUZU D-MAX V-CROSS 4×4 3.0 DDI M A/T 4-DOOR ราคาอยู่ที่ 1,164,000 บาท

 3.FORD RANGER WILDTRAK

               FORD RANGER WILDTRAK เป็นตัวเลือก RANGER รองลงมาจากรุ่น RAPTOR ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SINGLE TURBO และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร BI-TURBO เป็นเกียร์ธรรมดา 6 SPEED และเกียร์อัตโนมัติ 10 SPEED ซึ่งมีทั้งรุ่นไฮแลนเดอร์ และ 4×4 อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้ที่ชื่นชอบในการเดินทาง พร้อมลุยกับทุกสถานการณ์ โดยมีอุปกรณ์อัจฉริยะมากมาย จะบอกว่าไม่ใช่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้นที่เป็นไฮท์ไลท์ของ FORD RANGER WILDTRAK แต่เรื่องอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารก็ยังตอบโจทย์ทุกคนเช่นเดียวกัน ด้วยช่องต่อไฟ 12 โวลต์ และ 230 โวลต์ อีกทั้งยังมีอุปกรณ์อัตโนมัติต่าง ๆ มีจำนวนทั้งหมด 3 รุ่นย่อย

 ราคา FORD RANGER WILDTRAK

  • FORD RANGER DOUBLE CAB 2.0L TURBO WILDTRAK HI-RIDER 6MT ราคาอยู่ที่ 979,000 บาท
  • FORD RANGER DOUBLE CAB 2.0L TURBO WILDTRAK HI-RIDER 10AT ราคาอยู่ที่ 1,029,000 บาท
  • FORD RANGER DOUBLE CAB 2.0L BI-TURBO WILDTRAK 4×4 10AT ราคาอยู่ที่ 1,265,000 บาท

4.NISSAN NAVARA PRO2X & PRO4X

                 เป็นรุ่นเปิดตัวช่วงท้ายปี 2020 อย่างสมบูรณ์แบบ และสวยงาม สำหรับ NISSAN NAVARA 2021 มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกอย่างดุดัน และกระจังหน้าแบบ INTERLOCK กับส่วนของซุ้มล้อที่มีขนาดใหญ่ทำให้ดูโด่ดเด่น ไฟหน้าจะเป็นแบบ QUAD-LED คุณภาพสูง 4 ดวง พร้อมกับ DAYTIME RUNNING LIGHT และในส่วนของไฟท้ายจะเป็นแบบ LED เส้นเดียวที่ทันสมัย แต่ก็ไม่ละทิ้ง DNA ของ NISSAN อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่จัดเต็มรูปแบบ และขุมพลังของ NISSAN NAVARA 2021 จะมีทั้งเครื่องยนต์ YS23 DDTT ขนาด 2.3 ลิตร 4 สูบ TWIN-TURBO พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 SPEED มากับโหมด MANUAL ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 450 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์ YS23 DDT ขนาด 2.3 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบเดี่ยวแปรผันแบบ VGS เกียร์ธรรมดา 6 SPEED ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 403 นิวตัน-เมตร ซึ่งแตกต่างที่เกียร์อัตโนมัติ 7 SPEED และเกียร์ธรรมดา 6 SPEED ที่ส่งผลให้กำลังแรงม้าแตกต่างกัน มีจำนวนทั้งหมด 2 รุ่นย่อย

 ราคา NISSAN NAVARA PRO4X

  • NISSAN NAVARA 2021 PRO2X 2WD ราคาอยู่ที่ 999,000 บาท
  • NISSAN NAVARA 2021 PRO4X 4WD ราคาอยู่ที่ 1,149,000 บาท
Categories
ข่าวสาร

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อรถ ต้องทำอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อรถ ต้องทำอย่างไรบ้าง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อรถ

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อรถ ต้องทำอย่างไรบ้าง

               การซื้อรถนั้นต้องคำนึงถึงหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะรถนั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์เสื่อมราคา หากซื้อมาแล้วนั้นมันยังไม่จบอยู่แค่นั้น เพราะหลังจากซื้อรถเสร็จก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกที่จะตามมา ดังนั้นก่อนที่จะซื้อรถคันหนึ่งเราต้องคำนึงดูให้ดี ๆ ก่อนว่าซื้อมาแล้วจะคุ้มไหม แต่หลายคนคงยังไม่รู้ว่าก่อนซื้อรถนั้นจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ดังนั้นวันนี้เรามีคำแนะนำให้คุณเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อรถ จะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 1.ดูงบประมาณและทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ย/เงินดาวน์

               เราต้องดูก่อนว่าเรามีงบประมาณเพียงพอที่จะซื้อรถคันนั้นแล้วหรือยัง ซึ่งจะมีวิธีการซื้อแบบเงินสด และเงินผ่อน ซึ่งถ้าเราผ่อนก็คือเราต้องดาวน์ เงินดาวน์นั้นก็คือเงินก้อนแรกที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายก่อนผ่อนนั่นเอง สมมติเราจะซื้อรถ 400,000 บาท ก็สามารถเลือกดาวน์ได้ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาเต็ม อย่างเช่น 15% ของ 400,000 บาท ถ้าเกิดว่าเราดาวน์เยอะดอกเบี้ยก็จะถูกตามด้วย ดังนั้นเราก็ควรจะคำนวณเงินในส่วนนี้ให้ดีก่อน ว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือนมากแค่ไหน ต้องศึกษารายละเอียดเพราะเรื่องเงินนั้นสำคัญมาก ๆ

2.เลือกประเภทรถให้เหมาะกับการใช้งาน

               การเลือกประเภทรถนั้นก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเราจะต้องซื้อรถที่เหมาะกับการใช้งาน สมมติถ้าต้องการที่จะใช้ในการขนของ รถที่เหมาะก็จะเป็นรถกระบะ แต่ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องขนของ เพียงแค่อยากมีรถไว้เดินทางไปที่ทำงานก็เลือกรถเก๋งธรรมดาก็ได้ และที่สำคัญต้องเลือกประเภทของรถที่ตอบโจทย์กับเราด้วย เพราะฉะนั้นควรพิจารณาให้ดีก่อนเลือกรถ

 3.ขนาดของเครื่องยนต์

               ขนาดของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ารถคันนั้นตอบโจทย์เรามากแค่ไหน โดยเราต้องเลือกรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าพลังของเครื่องยนต์เยอะ มันก็จะแรงกว่า แต่ก็เปลืองกว่า แต่ถ้าพลังของเครื่องยนต์น้อย ก็จะช่วยให้ประหยัดมากขึ้นนั่นเอง ถ้าเกิดว่าเราขับขี่ในเมืองก็เลือกเครื่องยนต์แบบ 1,200-1,800 CC ก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าขับในระยะทางที่ไกลและต้องการที่จะเร่งเครื่องก็จะเหมาะกับ 2,000 CC ขึ้นไป และแน่นอนมันก็จะทำให้เปลืองน้ำมันตามไปด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเป็นคนรักษ์โลกก็สามารถเลือกเป็นอีโคคาร์ก็ได้ เพราะรถยนต์ประเภทนี้จะช่วยประหยัดพลังงาน และในส่วนของน้ำมันนั้นก็จะมีแบบเบนซิน และดีเซล เบนซินนั้นจะทำให้ขับสนุก จะมีทั้งเบนซิน 95, 91 แก๊สโซฮอล์ E20, E85 ซึ่งแก๊สโซฮอล์จะมีข้อดีตรงที่มันมีราคาที่ถูกกว่าเบนซิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็จะทำให้หมดเร็วกว่า ในส่วนของดีเซลนั้นจะใช้กับพวกรถที่มีขนาดใหญ่ เช่น รถกระบะ หรือรถที่ต้องใช้แรงสูงนั่นเอง

 4.เลือกแบรนด์รถให้เหมาะสม

               การเลือกแบรนด์รถนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและไม่ควรที่จะมองข้าม เพราะความชอบและความเหมาะสมนั้นก็มีผลเช่นกัน โดยเราควรเลือกแบรนด์ที่เหมาะกับตัวเรา จะช่วยให้ตอบโจทย์ในไลฟ์สไตล์และการใช้งานมากขึ้น ซึ่งแบรนด์รถหลัก ๆ ก็จะมีแบรนด์ของญี่ปุ่นและยุโรป แบรนด์ของญี่ปุ่น เช่น HONDA, TOYOTA, MAZDA, SUZUKI เป็นต้น ซึ่งรถแบรนด์ของญี่ปุ่นจะมีราคาถูกกว่าแบรนด์ของยุโรป ด้วยอะไหล่ของรถที่หาง่ายและมีราคาไม่แพงมาก ศูนย์บริการก็จะมีเยอะกว่า ในส่วนของแบรนด์ยุโรป เช่น VOLVO, MERCEDES BENZ, BMW, FORD, AUDI เป็นต้น ซึ่งข้อดีก็คือตัวถังจะมีความแข็งแรงกว่า แต่ข้อเสียก็คือตัวเครื่องจะมีราคาที่แพง ซึ่งจะส่งผลให้ทุกอย่างแพงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ ประกัน ฯ ค่าซ่อมต่าง ๆ ดังนั้นควรจะต้องคิดดี ๆ ถ้าจะเลือกซื้อรถ

5.ศึกษาการบริการหลังการขาย

               รถนั้นจะอยู่กับเราเป็นเวลานาน เพราะหลังจากที่เราซื้อรถไปแล้วก็จะต้องมีการซ่อมบำรุงรักษา และต้องพิจารณาให้ดีว่ามีศูนย์บริการเยอะไหม ยกตัวอย่างในกรณีที่เราชอบแบรนด์รถแบรนด์หนึ่งมาก ๆ แต่ถ้าลอง RESEARCH ดูแล้วว่ามีศูนย์บริการน้อย มันก็จะเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร เพราะถ้าเกิดว่ารถของเราจำเป็นที่จะต้องเข้าศูนย์ เราก็ต้องไปในศูนย์บริการที่มันสะดวกต่อการเดินทาง และอยู่ไม่ไกล ถ้าหากว่ารถแบรนด์นั้นมีศูนย์บริการเยอะก็จะทำให้เราสบายใจและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และการบริการนั้นซ่อมดีมากแค่ไหน ใช้ระยะเวลาซ่อมเร็วหรือช้า เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย ดังนั้นเราควรศึกษาให้ดีก่อน

 6.OPTION เสริม และส่วนต่าง ๆ

               รถแต่ละคันนั้นจะมีให้เลือก OPTION การทำงานต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคันก็จะแตกต่างกันไป อย่างเช่นการดีไซน์ภายในตัวรถ ในส่วนของเบาะหนังนั้นจะทำความสะอาดง่ายกว่า ดูหรูหรากว่า และทนทานกว่าเบาะผ้า แต่ในขณะเดียวกันเบาะผ้าก็จะมีราคาที่ถูกกว่า แต่ทำความสะอาดยากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรจะไปลองขับ ลองนั่งภายในรถดูก่อนว่า OPTION เสริมต่าง ๆ นั้นตอบโจทย์เรามากแค่ไหน เพราะสิ่งที่เราคิดไว้อาจจะไม่เหมือนกับความเป็นจริงก็ได้ ดังนั้นควรไปลองขับก่อนที่จะซื้อ

 7.เตรียมตัวเรื่องงบงอกหลังออกรถ

                การซื้อรถนั้นมันไม่ได้จบแค่ค่ารถ ค่าผ่อนรถ หรือค่าดอกเบี้ยรถ โดยจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกที่จะตามมา อย่างเช่น ค่าเปลี่ยนยาง ค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าติดฟิล์ม ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันรถ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นควรที่จะเตรียมงบงอกเอาไว้ เพราะมันไม่ได้จบอยู่แค่นั้น และถ้าเรายังไม่พร้อมจริง ๆ ก็ไม่ควรที่จะลงทุน ควรนำเงินนั้นไปลงทุนกับอย่างอื่นก่อน เพื่อให้เรามีเงินสดเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็พิจารณาทั้ง 7 ข้อดูเลยว่าเราจะไหวหรือเปล่า