Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

BMW S1000RR สุดยอดซุปเปอร์ไบค์พันธุ์ดุราคาหลักล้าน

BMW S1000RR สุดยอดซุปเปอร์ไบค์พันธุ์ดุราคาหลักล้าน

BMW S1000RR
ภาพจาก : 9carthai

BMW S1000RR คือรถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ ในคลาสสปอร์ตไบค์ (Sport Bike) หรือรถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบโดยมีต้นแบบมาจากรถแข่ง ผลงานจากค่าย BMW ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2009 และก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากไบค์เกอร์ทั่วโลก และในครั้งนี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจของรถบิ๊กไบค์รุ่นนี้มาฝากดังต่อไปนี้ 

ทำความรู้จัก BMW S1000RR ให้มากขึ้น

BMW-S-1000-RR
ภาพจาก : 9carthai
2019-bmw-s1000rr
ภาพจาก : motorival
ตั้งแต่เปิดตัว BMW S1000RR ครั้งแรกเมื่อปี 2009 ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็มีการปรับปรุงและปรับโฉมเพื่อความสมบูรณ์แบบของ ซุปเปอร์ไบค์ รุ่นนี้มาตลอด เช่น เมื่อปี 2019 ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ก็มีการปรับโฉมใหม่หมดในชื่อ All New BMW S1000RR ซึ่งถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของ รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ โดยการปรับโฉมครั้งล่าสุดได้เน้นจุดเด่นในเรื่องของความแรงและเร็วมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ปลอดภัยของบรรดาไบค์เกอร์ด้วยเช่นกัน ทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เส้นทางธรรมชาติอย่างในป่า ภูเขา ที่ยากลำบาก ก็สามารถพาไปบุกตะลุยได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจและเกร็ดน่ารู้ของ BMW S1000RR ที่ได้รวบรวมมาฝากในหัวข้อถัดไปนี้

7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ BMW S1000RR

  1. BMW S1000RR มีโหมด การขับขี่ถึง 4 โหลด คือ Wet การขับขี่บนถนนที่ลื่นหรือตอนฝนตก, Road โหมดการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป, Dynamic โหมดที่เน้นการยึดเกาะถนน และ Race คือโหมดการขับขี่เสมือนแข่งขันในสนาม อีกทั้งยังติดตั้งระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก ซึ่งแบ่งเป็น 2 โหมดย่อยคือ Race ABS และ ABS Pro เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกปรับเปลี่ยนการควบคุมให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่ของตัวเองมากที่สุด
  2. ระบบเครื่องยนต์ในรุ่นปรับโฉมล่าสุดมีการพัฒนา จากเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 CC ของรุ่นแรกที่เปิดตัว ก็ได้มีการติดตั้งระบบ Shiftcam เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและสมูธกว่าแบบเดิม มีพละกำลังความแรงมากขึ้นกว่าเดิม และค่ามาตรฐานไอเสียก็ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
  3. สมรรถนะเครื่องยนต์กำลังสูงสุดอยู่ที่ 207 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ช่วยเสริมสมรรถนะในการขับขี่และการเร่งความเร็วได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกรูปแบบของท้องถนน โดยมีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 299 กม./ชม.
  4. All New BMW S1000RR มี 2 โทนสีให้คนรัก ซุปเปอร์ไบค์ ได้เลือก นั่นคือ สีแดง (Racing Red) ราคา 1,020,000 บาท กับสีน้ำเงิน-ขาว (ight White /Racing Blue Metallic) ราคา 1,050,000 บาท
  5. หน้าปัดเรือนไมล์ของ BMW S1000RR เป็นจอแสดงผล TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นในการขับขี่ทุกอย่าง สามารถเลอกใข้งานหน้าจอได้ทั้งแบบ Pure Ride Screen หรือ Core Ride Screens แบบสามหน้าจอพร้อมกัน ที่สำคัญคือระบบ Multicontroller เลื่อนหน้าจอขึ้นลงเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ที่ต้องการขณะขับขี่ได้โดยไม่ต้องปล่อยมือจากแฮนด์บาร์
  6. โครงสร้างตัวถังของรถซุปเปอร์ไบค์รุ่นนี้เรียกว่า Bridge Type frame ที่มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับ จึงทำให้การขับขี่มีความสมูธและคล่องตัว อีกทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าของสปริงได้ เพื่อให้รถทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่ง มีความบาลานซ์อยู่เสมอและตอบสนองอย่างแม่นยำระหว่างการชับชี่ โดยเฉพาะในระยะทางไกลที่ต้องเดินทางต่อเนื่องเป็นเวลานาน 
  7. ระบบการเคลื่อนที่และล้อรถมีกการกระจายน้ำหนักระหว่างล้อและความสามารถในการรับน้ำหนักที่ได้รับการพัฒนาในรุ่นล่าสุดด้วยระบบที่เรียกว่า Full Floater Pro ที่มีส่วนช่วยเสริมให้สมรรถนะช่วงล่างของล้อหลังมีการทำงานที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม และส่งผลให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้นจากการควบคุมรถและการยึดเกาะถนนที่แม่นยำยิ่งในทุกสภาวะถนนและเส้นทางการขับขี่
  8. นอกจากการพัฒนาด้านสมรรถนะเครื่องยนต์แล้ว BMW ก็ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อรองรับสรีระของผู้ขับขี่ด้วย เช่น จุดสัมผัสระหว่างผู้ขับและตัวรถ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สอดรับกับองศาระหว่างผู้ขับขี่ ระยะของมือจับทั้งสองข้าง เบาะนั่งและที่พักเท้า ให้มีความสมดุลและต้องอยู่ในท่วงท่าที่สบายที่สุดตลอดการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางรูปแบบใดหรือเป็นระยะทางไกลแค่ไหนก็ตาม
BMW-S-1000-RR-3
ภาพจาก : 9carthai
BMW-S-1000-RR
ภาพจาก : 9carthai
Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

7 รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจแห่งปี 2021 

7 รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจแห่งปี 2021 

ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางยานยนต์ให้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้แบบ 100% หรืออาจจเรียกสั้นๆ ว่า รถยนต์ EV กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถทั่วโลกและดูแนวโน้มในอนาคตน่าจะเป็นรถยนต์ที่มาแทนการใช้น้ำมันได้ไม่ยาก เพราะมีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการลดมลภาวะทางอากาศ เรียกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2021 นี้ก็มีรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายค่ายผู้ผลิต หลายแบรนด์ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

แนะนำ รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจและมาแรงจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ในปี 2021

Mazda MX-30

Mazda MX-30
ภาพจาก : blognone

ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของมาสด้าที่ทางค่ายได้พัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มความต้องการรถยนต์ EV มากขึ้น จุดเด่นที่มาสด้านำเสนอก็คือประสิทธิภาพการขับขี่เป็นระยะเวลายาวนานต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง เช่น การเดินทางในชีวิตประจำวันสามารถใช้ได้วันละ 50 กิโลเมตร เหมาะกับการใช้งานอย่างขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน โดยสามารถชาร์จพลังงานจาก 0-80 % ได้ภายในเวลา 30-40 นาที และมีแผนที่จะเริ่มจำหน่ายในประเทศอังกฤษภายใต้ชื่อ Mazda MX-30 First Edition ตั้งแต่ปี 2021 นี้

Nissan Leaf

Nissan Leaf
ภาพจาก : mthai

สำหรับรถยนต์ EV จากนิสสันรุ่นนี้ เป็นรุ่นแรกๆ ที่มีการจำหน่ายในประเทศไทย ในราคาประมาณ 1,490,000 บาท โดยมีสมรรถนะเด่นๆ คือ ชุดมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 311 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง เติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการเสียบปลั๊กชาร์จไฟ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจนั่นคือ แป้น e-Pedal ที่สามารถเร่งและเบรกได้ในแป้นเดียว แต่อย่างไรก็ตามแป้นเหยียบเบรกปกติก็ยังคงติดตั้งมาให้ด้วยเช่นกัน 

Honda E 2021 

Honda E 2021 
ภาพจาก : thaidriving

รถยนต์ไฟฟ้า จากฮอนด้าที่ล่าสุดเพิ่งจะได้รับรางวัล Most Beautiful Interior 2021 หรือรถที่มีการออกแบบห้องโดยสารภายในได้สวยงามที่สุดจากงาน Festival Automobile International ประเทศฝรั่งเศส ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์และการขับขี่ รถยนต์รุ่นนี้ก็ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและมีเอกลักษณ์โดดเด่นน่าสนใจสไตล์ฮอนด้า แต่น่าเสียดายที่เมืองไทยจะยังไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายเร็วๆ นี้ ส่วนประเทศที่มีการจำหน่ายแล้วก็ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น

BMW i3s

BMW i3s
ภาพจาก : autodeft

เป็น รถยนต์ EV อีกรุ่นที่มีการจำหน่ายในไทยมาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันมีราคาประมาณ 2,230,000 บาท ซึ่งความน่าสนใจของรถยนต์จากค่าย BMW รุ่นนี้ก็คือ โครงสร้างตัวถึงที่มีน้ำหนักเบาให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ทันสมัย เป็นรถยนต์ประเภทแฮชแบ็คที่มีดีไซน์กะทัดรัดโดดเด่นสะดุดตา ด้านสมรรถนะการขับขี่เป็นระบบ eDrive มอเตอร์ไฟฟ้า สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 280 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC อีกทั้งยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ = 0 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของ BMW i3S

Kia Soul EV

Kia Soul EV
ภาพจาก : chademocharge

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจาก เกียร์ (Kia) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้ กับรถยนต์ EV 100% ที่เข้ามาทำตลาดในไทยรุ่นนี้ ความโดดเด่นก็คือ กำลังสูงสุดที่ 204 แรงม้า กับระยะทางที่รถวิ่งได้ไกลมากที่สุดประมาณ 452 กิโลเมตร ชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง ด้านรูปโฉมของรถทั้งภายนอกภายในก็ได้รับการออกแบบมาอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ดีไซน์เส้นสายที่โค้งมนเข้ากับตัวรถ ไฟหน้าแบบ Projector Lens และความบันเทิงภายในห้องโดยสารอันหรูหราทันสมัย

Hyundai Ioniq Electric

Hyundai Ioniq Electric
ภาพจาก : electrive

อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากประเทศเกาหลี มีระบบชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ 3 แบบ คือ แบบทริกเกิ้ล(ปลั๊กเสียบตามบ้าน) แบบธรรมดา (Wall Box) และ แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ก็มีกำลังสูงสุดที่ 120 แรงม้า และในการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 280 กิโลเมตร เหมาะกับการขับขี่ระยะทางไกลเป็นย่างมาก นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยในการขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ควบคุมความเร็วอัจฉริยะ (Smart Cruise Control)

Mini Electric 

Mini Electric 
ภาพจาก : topgear

ก็คือรถยนต์มินิคูเปอร์ในรูปแบบ รถยนต์ไฟฟ้า หรือมีชื่อรุ่นอีกชื่อหนึ่งว่า MINI Cooper SE  โดดเด่นทั้งการดีไซน์ในสไตล์ของรถมินิที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านเครื่องยนต์และสมรรถนะการขับขี่ก็ได้รับการพัฒนาโดย BMW Group ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และในการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 217 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีอัตราเร่งความเร็วจาก 0-60 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.9 วินาที เท่านั้น 

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

5 รถสปอร์ตเปิดประทุนดีไซน์เรียบหรู โฉบเฉี่ยว มีสไตล์

5 รถสปอร์ตเปิดประทุนดีไซน์เรียบหรู โฉบเฉี่ยว มีสไตล์

รถสปอร์ต เรียกว่าเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายคนอยู่แล้ว เพราะความโดดเด่นเรื่องของสมรรถนะการขับขี่และรูปลักษณ์ที่ความหรูหรา โฉบเฉี่ยว มีสไตล์เฉพาะตัวที่ดึงดูดความสนใจของแต่ละค่ายรถยนต์ที่ต่างกัน โดยเฉพาะใครที่ชอบรถเปิดประทุนเน่ๆ หรือ รถยนต์โรดสเตอร์  (Roadster) ครั้งนี้ก็มีเรื่องราวของรถยนต์ประเภทนี้มาฝาก ดังต่อไปนี้

รถยนต์โรดสเตอร์ (Roadster) คืออะไร? ทำความรู้จักให้มากขึ้น

รถยนต์โรดสเตอร์ (Roadster) คือชื่อเรียกของรถยนต์ประเภทหนึ่ง ลักษณะเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง และมีส่วนของหลังที่สามารถเปิดได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังคาแข็งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์หรือหลังคาผ้าแบบอ่อนที่พับเก็บได้ รูปลักษณ์ทั่วไปในภาพรวมก็คล้ายกับรถยนต์ซีดาน แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างขัดเจนนอกจากหลังคาเปิดประทุนและขนาดที่มี 2 ที่นั่งก็คือ สมรรถนะของรถยนต์และการใช้งานขับขี่ที่เน้นความเร็ว เหมาะกับการเดินทางตามเส้นทางนอกเมือง เช่น ทะเล ป่า ภูเขา ซึ่งเหมาะกับการเปิดหลังคาสัมผัสความอิสระและบรรยากาศธรรมชาติได้เต็มที่ อย่างเช่น รถสปอร์ตในฝัน ทั้ง 5 รุ่น 5 สไตล์ที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะมีรุ่นไหนบ้างไปติดตามกันเลย

รถสปอร์ต 5 รุ่นมาแรงกับดีไซน์โดดเด่น มีสไตล์

Mazda MX-5 RF 2020

Mazda MX-5 RF 2020
ภาพจาก : car.kapook

เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนจากมาสด้าที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2019 ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี และในปี 2020 ที่ผ่านมาซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 จึงได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนบางจุดภายใต้ชื่อ Mazda MX-5 RF 2020 โดยมีคุณลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นสไตล์มาสด้าและสามารถตอบสนองความต้องการของคนชื่นชอบรถเปิดประทุนในรูปแบบ รถยนต์โรดสเตอร์ ได้อย่างน่าสนใจในราคาจับต้องได้ จนถึงกับเป็นรถรุ่นที่ทำยอดขายดีที่สุดทั่วโลก สำหรับดีไซน์ใหม่ปี 2020 ก็มีการดีไซน์ภายในห้องโดยสารใหม่หมด ในขณะที่รูปโฉมภายนอกก็มีแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์สไตล์อังกฤษในยุค 50-60s ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก

Audi TT Roadster

Audi TT Roadster
ภาพจาก : heycar

เป็นรถเปิดประทุนจาก Audi ค่ายรถยนต์จากเยอร์มันซึ่งได้รับความนิยมมากตั้งแต่เปิดตัวในตลาดรถสอปร์ตเปิดหลังคาสองที่นั่ง โดยรุ่นล่าสุดนี้เป็นการปรับโฉมในเจนเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบรูปโฉมทั้งภายนอกภายในสไตล์มินิมอล ห้องโดยสารดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุระดับพรีเมียม ขณะที่สมรรถนะการขับขี่ก็มีอัตรากำลังถึงแรงถึง 230 แรงม้า และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.3 วินาที อีกทั้งยังทำความเร็วสูงสุดได้ราวๆ  250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

BMW Z4 

BMW Z4 
ภาพจาก : thairath

รถสปอร์ตเปิดประทุนสุดคลาสสิกจาก BMW ที่มีดีไซน์โฉมใหม่โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าในรุ่นล่าสุด All New BMW Z4 โดยได้ผสมผสานการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้โลดเล่นบนท้องถนนได้อย่างโดดเด่น อีกทั้งบรรยากาศภายในห้องโดยสารสุดหรูหราเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เพลิดเพลินตลอดการเดินทางภายใต้แนวคิดความคล่องตัวและการขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ ด้านหลังคาผ้าใบก็ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบเปิดปิดง่ายๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสในเวลา 10 วินาที ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ให้กำลังสูงสุด 387 แรงม้า พร้อมความเร็วเต็มสปีดด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.1 วินาที

Porsche 718 Boxster GTS 4.0

Porsche 718 Boxster GTS 4.0
ภาพจาก : motorauthority

หนึ่งในแบรนด์รถสปอร์ตสุดหรูจากเยอรมันที่เรียกว่าเป็นรถในฝันของคนรักรถสปอร์ตจำนวนไม่น้อย สำหรับโรดสเตอร์รุ่นนี้ ก็มีความโดดเด่นตั้งแต่รูปโฉมภายนอกไปจนถึงการออกแบบห้องโดยสารภายใน โดยเฉพาะการออกแบบแผงคอนโซลที่หรูหราและเต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานทันสมัยพร้อมกับจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว และมีการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ 6 สูบ 4,000 ซีซี ไร้ระบบอัดอากาศ ทำให้มีกำลังถึง 400 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม. ภายใน 4.5 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 293 กม./ชม. 

Mercedes-AMG GT C Roadster

Mercedes-AMG GT C Roadster
ภาพจาก : autodeft

รถยนต์โรดสเตอร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถแข่งในสนามผสมผสานกับความหรูหราคลาสสิกสไตล์เมอร์เซเดส และได้ชื่อว่าเป็นโรดสเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงสุดของค่าย มีดีไซน์โดดเด่น หรูหรา ทันสมัยทั้งรูปโฉมภายนอกและภายในห้องโดยสาร เช่น การใช้เบาะผู้ขับแบบสปอร์ตหุ้มหนังนัปปา (Nappa) โอบล้อมตัวผู้ขับเหมือนกำลังขับรถแข่งอีกทั้งยังนั่งสบาย มีมุมมองการขับขี่ดี สามารถขับรถทางไกลได้โดยไม่รู้สึกล้าเกินไป ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ ประกอบด้วย เครื่องยนต์อัตรากำลัง 557 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม. ภายใน 307 วินาที และมีท็อปสปีดอยู่ที่ 316 กม./ชม.

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ เสน่ห์สองล้อสุดคลาสสิก

5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ เสน่ห์สองล้อสุดคลาสสิก 

รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ (Bigbike) เป็นยานยนต์สองล้อ ที่มีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน และมีการออกแบบรูปโฉมที่ให้ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเท่ ดุดัน สวยงาม และมีสมรรถนะที่แรง เร็ว สำหรับคนรักการขับขี่อย่างอิสระหรือที่เรียกกันว่า ไบค์เกอร์ และในความหลากหลายของการออกแบบก็มีหนึ่งรูปแบบที่จะมาแนะนำนั่นคือบิ๊กไบค์สไตล์วินเทจ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก ดังรายละเอียดต่อไปนี้

บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ มีจุดเด่นและความน่าสนใจอย่างไร

ด้วยเหตุผลที่ว่ารถมอเตอร์ไซค์เป็นหนึ่งในยานพาหนะยอดนิยมที่มีมายาวนานนับร้อยปี จึงมีวิวัฒนการด้านการออกแบบกับดีไซน์ที่โดดเด่นตามยุคสมัยมาตลอดรวมทั้งบิ๊กไบค์ ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่บ่อยครั้งที่การออกแบบก็มักจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสมัยอดีต ตั้งไบค์เกอร์รุ่นคุณพ่อยังหนุ่ม เรียกว่าเป็นความคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของ อย่างเช่น 5 รุ่น ที่นำมาฝากดังต่อไปนี้

แนะนำ 5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ ที่ไบค์เกอร์ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ

Kawasaki Z900RS

z900rs
ภาพจาก : realmotosports

บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจจากคาวาซากิ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Kawasaki ZI กับการดีไซน์ผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว และค่อนข้างได้รับความสนใจมากจากคนรักรถมเตอร์ไซค์มีผู้คนให้ความสนใจ ทั้งรูปลักษณ์สุดคลาสสิกแต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีเครื่องยนต์ การขับขี่พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ของรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็เป็นระบบที่ทันสมัย เช่น  หน้าปัดแสดงระยะไมล์แบบอนาล็อกผสานกับจอแอลซีดี (LCD) แบบมัลติฟังก์ชั่น เรียกว่าเป็นสไตล์ที่ตอบโจทย์ความชอบมอเตอร์ไซต์ดีไซน์ย้อนยุคของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี 

GPX Racing Legend 200

GPX Racing Legend 200
ภาพจาก : thairath

รถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบในสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ (Cafe Racer) กับความโดดเด่นของการออกแบบผสมผสานบรรยากาศย้อนยุคที่น่าจะโดนใจ ไบค์เกอร์ เป็นอย่างยิ่ง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ ไฟหน้าทรงกลมสไตล์วินเทจทำจากวัสดุแฮโลเจน ( Halogen) และไฟหลังแบบแอลอีดี (LED) มีสติ๊กเกอร์ลคาดถังแบบทูโทน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสไตล์ คาเฟ่ เรเซอร์ โดยเฉพาะอีกทั้งมีเฉดสีให้เลือกตามความชอบได้แก่ สีเหลือง สีฟ้าและสีดำ ด้านระบบการขับขี่ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์สตาร์ทมือพร้อมกับแฮนด์จับโช้คที่จับได้กระชับมือ ช่วยให้ควบคุมการขับขี่ได้ง่ายขึ้น คอนโทรลความเร็วได้อย่างเร้าใจ ขณะที่ส่วนของหน้าปัดเรือนไมล์ก็เป็นทรงกลมแบบผสมผสานทั้งอนาล็อกกับดิจิตอลที่มีการแสดงข้อมูลต่าง ๆ ขณะขับขี่อย่างครบถ้วน

Ducati Scrambler Sixty2

Ducati Scrambler Sixty2
ภาพจาก : forums.chiangraifocus

บิ๊กไบค์ สไตล์ย้อนยุคอีกหนึ่งรุ่นจากดูคาติ ที่ต้องบอกว่ามีดีไซน์คลาสสิกและมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าสนใจในทุกๆ รายละเอียด เช่น การออกแบบให้ตัวถังมีความโดดเด่นด้วยสีส้มดำสุดพร้อมชุดตกแต่งเฟรมดำกับเบาะนั่งสีดำ ไฟหน้าและเรือนไมล์เป็นรูปทรงกลมแบบวินเทจรวมทั้งการใช้เครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบไฟฟ้าที่บ่งบอกถึงความย้อนยุคอันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แล้วก็ยังมีการเพ้นท์ลายที่ถังน้ำมันซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมของรถมอเตอร์ไซค์ในอดีตแต่ในขณะเดียวกันก็มีสมรรถนะการขับขี่ที่แรง เร็ว พร้อมระบบความปลอดภัยที่ไม่เป็นรองใครเช่นกัน นอกจากสีส้มดำแล้วก็ยังมีโทนสีดำกับสีฟ้าให้เลือกด้วย 

Triumph Bonneville T100

Triumph Bonneville T100
ภาพจาก : pinterest

Triumph เป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่จากประเทศอังกฤษที่มีชื่อเสียงมายาวนานและบิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ รุ่น Bonneville T100 ก็ได้ชื่อว่าเป็นโมเดลยอดนิยมที่สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ ให้กับไทรอัมพ์อย่างมหาศาลได้เป็นอย่างมากความน่าสนใจของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้คือดีไซน์ในสไตล์เรโทร คลาสสิก (Retro Classic) ยุค 60s เช่น ไฟหน้าขนาดใหญ่ พร้อมเฟรมที่แข็งแรงทนทาน หน้าปัดเรือนไมล์แบบอนาล็อก ขณะที่ตัวถังของรถก็มีการออกแบบให้ดูทรงพลัง น่าเกรงขาม เบาะนั่งทำจากวัสดุหนังแท้เพื่อความนุ่มสบายของไบค์เกอร์และผู้ซ้อนท้าย นอกจากนี้ก็ยังเป็นรถรุ่นประหยัดพลังงานซึ่งเหมาะกับการใช้งานขับชี่ในยุคนี้

BMW R9T

BMW R9T
ภาพจาก : bigbike

บิ๊กไบค์ จาก BMW ที่ใครหลายคนฝันอยากเป็นเจ้าของ สำหรับรุ่น R9T ก็มีการออกแบบภายใต้แนวคิดการขับขี่เพื่ออรรถรส ชมทิวทัศน์รอบตัวอย่างอิสระ เสน่ห์ของการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์วินเทจรุนนี้ก็คือ ดีไซน์สปอร์ต คลาสสิก (Sport Classic) ที่มีทั้งรูปโฉมที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคผสมผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ๆ อันทันสมัย มีให้เลือก 2 สี คือสีขาวและสีดำ ตัวถังขนาดใหญ่ส่วนช่วงท้ายขนาดเล็ก ที่สำคัญอีกอย่างคือ งานประกอบวัสดุทั้งคันจากอลูมิเนียมเกรดพรีเมียมแบบเรียบหรู ดูแพง ตามสไตล์การออกแบบของ BMW