Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

 iRacing เกมแข่งรถสายฮาร์ดคอร์ซิมูเลชัน ที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าถึง

iRacing

Gran Turismo เกมแข่งรถชื่อดังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการ จากการสร้างตำนานติดต่อกันถึง 7 ภาคหลัก นับตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา บัดนี้ชื่อของ Gran Turismo ก็กลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนเกมแข่งรถทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีรายการแข่งขันใหญ่ที่สุดของวงการและได้ FIA มาเป็นผู้รับรอง แต่ทั้งนี้ หากกล่าวถึงเกมแข่งรถที่ถูกยกระดับมาให้มีรายการแข่งขันอย่างจริงจังแล้ว ความจริงแล้วมันก็ยังมีอีกเกมหนึ่งที่มีรายการแข่งเข้มข้นไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นก็คือ iRacing เกมแข่งรถแนว Simulation ที่เพิ่งจะถูกหยิบนำมาจัดแข่งขันโดยมีรายการแข่งรถชื่อดังอย่าง NASCAR เป็นผู้สนับสนุนหลัก

iRacing

iRacing เป็นผลงานเกมแข่งรถแนว Simulation ที่ถูกพัฒนาโดยทีมงาน Papyrus Studio ซึ่งเคยฝากผลงานมาแล้วกับเกม Grand Prix Legends, Indianapolis 500 และ Nascar Racing โดยตัวเกมดังกล่าวได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งหากดูเผิน ๆ เกมนี้ก็อาจจะดูไม่ต่างกับเกม Racing Simulation อื่น ๆ เสียเท่าไหร่ แต่หากได้เข้าไปสัมผัสภายในคุณจะได้พบกับรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิคอันซับซ้อนมากมาย รวมถึงรายการแข่งขันที่ถูกขนมามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตั้งแต่ IMSA สปอร์ตคาร์, NASCAR, Indycar, แรลลี่ และวิบาก แถมในสนามแข่งทุกสถานที่ยังถูกสแกนด้วยเลเซอร์พร้อมกับได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องอีกด้วย

ระบบคลาสของนักขับถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเกมเลยก็ว่าได้ เพราะจะมีการนับและหักคะแนนในระหว่างการแข่งขัน โดยมีกฎคือ เมื่อผู้เล่นทำการชนรถคู่แข่งหรือถูกชนเอง รวมไปถึงขับรถนอกเส้นทาง คะแนนสะสมก็จะถูกหักออกทันที ดังนั้นการจะเข้ามาขับขี่เล่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้เลยเพราะนอกจากคุณจะสร้างปัญหาให้กับตนเองแล้ว คุณยังจะสร้างปัญหาให้กับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ด้วย ( ขับไม่ดีอาจโดนด่าได้ )

iRacing

และจุดขายที่ทำให้เกม iRacing ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คือ มูลค่าของเกมที่ได้จากการจ่ายเงินจริงเพื่อซื้อทรัพยากรภายในเกม ไล่ตั้งแต่การเติมเงินเพื่อเข้าถึงบริการเกมแบบรายเดือน การเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเปิดเซิร์ฟเวอร์เล่นกับเพื่อน ๆ หรือแม้แต่สนามหรือรถก็ต้องซื้อด้วยเช่นกัน ฟังดูอาจจะเป็นอะไรที่ขูดเลือดขูดเนื้อสุด ๆ แต่เพราะเหตุนี้จึงทำให้เกมมีมูลค่ามากพอที่จะทำให้การแข่งขันมีความเข้มข้น และดึงดูดใจนักขับหรือสปอนเซอร์จากโลกความเป็นจริงให้หันมาให้ความสำคัญกับตัวเกมมากขึ้น อีกรายการแข่งขันชิงแชมป์ที่มีผู้สนับสนุนมาจัดเอง ยังมักมีรางวัลเป็นเครดิตสำหรับซื้อรถในเกมฟรี หรือของรางวัลเป็นเงินสดอีกด้วย

และในปี 2563 ที่ผ่านมา iRacing ยังได้มีการจับมือกับ NASCAR รายการแข่งรถทางเรียบชื่อดังของ อเมริกา เพื่อจัดงานแข่งขัน ” eNASCAR iRacing Pro Invitational Series ” สำหรับทดแทนรูปแบบการแข่งขันจริงที่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยการแข่งขันนั้นก็เรียกได้ว่าขนมาทั้งนักขับ ทีมงาน และ สปอนเซอร์ ในโลกจริง ๆ มานั่งเพ่งหน้าจอประลองความเร็วกันเลยทีเดียว

หากใครที่สนใจเกมแข่งรถ iRacing ก็สามารถเข้าไปสมัคสมาชิกเพื่อเล่นแบบรายเดือนบนร้านค้า Steam ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยหากให้แนะนำละก็คุณควรมีอุปกรณ์เสริมจำพวกพวงมาลัยด้วย เพื่อความสนุกทางการเล่นนั่นเอง

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

เว็บพนันออนไลน์ ฝากถอน ไม่มี ขั้น ต่ํา

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

Forza Motorsport 7 เกมแข่งรถคุณภาพประจำคอนโซล Xbox One

Forza Motorsport 7

” PlayStation มี Gran Turismo / Xbox มี Forza Motorsport ” ประโยคแสนเรียบง่ายแต่สามารถสื่อถึงการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้พัฒนาคอนโซลและเกมแข่งรถเหมือนจริงทั้งสองเจ้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งถึงแม้ว่าในโซนเอเชีย PS จะเป็นสิ่งที่ครองใจเกมเมอร์ได้มากกว่า แต่ก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่หันมาเลือกจับ Xbox เป็นเครื่องเกมติดบ้าน ( โดยเฉพาะเหล่าสาวกเกมกีฬา ) ซึ่งถ้าหากพูดถึงเกมแข่งรถแนว simulator คุณภาพแถมเป็น Exclusive เฉพาะสำหรับเครื่องเกมนี้ ชื่อของ Forza Motorsport ก็ต้องเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกแน่นอน

Forza Motorsport 7

Forza Motorsport 7 

Forza Motorsport เป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงที่ยังได้รับการพัฒนาโดยทีมงาน Turn 10 Studios เจ้าเดิม ซึ่งเนื้อหาภายในเกมจะยังเป็นการตอบสนองอรรถรสการเป็นนักแข่งในสนามอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านระบบฟิสิกส์และรายละเอียดการขับขี่ต่าง ๆ ที่ผู้เล่นจำเป็นต้องงัดใช้ทักษะการขับขี่เฉพาะตัวมาใช้แข่งขันกัน ซึ่งแตกต่างกับเกมแข่งรถแนวอาเขตที่สามารถเหยียบคันเร่งได้เต็มที่โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

ด้านเนื้อหาลายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็น ตัวเกมจะใส่มาให้ครบครันตามสไตล์ที่เกมแข่งรถเหมือนจริง ควรมีตั้งแต่ ระบบปรับแต่งรถ การสอบใบขับขี่ และการไต่เต้าคลาสการแข่งขัน เป็นต้น ขณะที่ยานพาหนะภายในเกมก็มีให้เลือกมากมาย ด้วยทัพรถสปอร์กับซุปเปอร์คารที่มีให้เลือกมากกว่า 700 คัน ภายใต้แบรนด์ดังที่มีชื่อเสียง อาทิ Ferraris, Lamborghinis หรือ Porsches ให้คุณได้สัมผัสกับความแรงในสนามทั้ง 30 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการเล่นคนเดียวหรือแบบออนไลน์

Forza Motorsport 7

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจสำหรับซีรี่ย์เกมแข่งรถคู่บุญเครื่องเกม Microsoft ภาคนี้ ก็คือเรื่องของคุณภาพงานกราฟิกที่สวยงามขึ้น ชนิดรองรับความละเอียดระดับ Ultra-Wide 21:9 หรือ 4K ได้ แถมผู้เล่นยังสามารถปรับระดับเฟรมเรตได้แบบไม่จำกัดอีกด้วย ซึ่งหากมาผนวกกับระบบสภาพอากาศแบบไดนามิก และระบบเสียงเอฟเฟคต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศในสนามมากที่สุด ก็เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ได้อรรถรสเต็มรูปแบบเลยทีเดียว

นอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบ Cross-Play ที่เล่นบน PC ได้ ประกอบการรองรับจอยพวงมาลัยจากแบรนด์ดังมากมายทั้ง Thrustmaster, Logitech, Fanatec, Mad Catz, Sony และ Microsoft เพื่อให้ผู้เล่นได้เข้าถึงประสบการณ์การเล่นได้ดีกว่า

สรุปแล้วความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลัก ๆ ของ Forza Motorsport 7 ก็คือการปรับปรุงภาพให้มีความสวยงามมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับของจริงมากกว่าภาคก่อน ๆ ซึ่งโดยรวมแล้วก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าพอใจตามภาษาเกมภาคต่อ โดยหากใครที่ครอบครอง Xbox One หรือ PC ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ก็สามารถซื้อมาเล่นกันได้แล้ว และอย่าลืมซื้อจอยพวงมาลัยมาใช้กันด้วยล่ะ จะได้เล่นได้อย่างสนุกขึ้น



เขียนโดย : นายล้อหมุน

สมัครบาคาร่า888

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

iRacing Pro Invitational Series รายการแข่งขันของ NASCAR ที่จับนักแข่งอาชีพมาขับขี่ในเกมกันจริง ๆ

iRacing Pro Invitational Series

ใครว่าเกมแข่งรถนั้นเทียบกับการแข่งรถของจริงไม่ได้ เมื่อ iRacing เกมแข่งรถซิมูเลชัน ได้กลายมาเป็นที่เพิ่งให้แก่ NASCAR หนึ่งในรายการแข่งรถอันโด่งดังของ อเมริกา ในการใช้จัดแข่งขันแทนการจัดในสนามจริง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

iRacing Pro Invitational Series

หลังจากที่ทางผู้จัด NASCAR พยายามเลื่อนการแข่งขันออกไปหลายครั้งเพื่อรอดูสถานการณ์ ท้ายสุดพวกเขาก็ไม่อาจรอได้อีกต่อไป พร้อมทั้งหันหน้ามาจับมือกับ iRacing แพลตฟอร์มเกมแข่งรถซิมูเลชัน เพื่อจัดรายการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า ” eNASCAR iRacing Pro Invitational Series ” โดยเป็นการแข่งขันในรูปแบบจำลอง ที่ใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์เพื่อหาผู้ชนะเลยทีเดียว

iRacing สามารถเรียกได้ทั้งเกมแข่งรถหรือโปรแกรมจำลองการแข่งรถได้ในเวลาเดียวกัน เพราะเนื้อหาภายในจะเต็มไปด้วยข้อมูลทางเทคนิคต่าง ๆ มากมาย ชนิดแทบไม่เหมาะกับบุคคลทั่วไปเลยทีเดียว โดยตัวเกมดังกล่าวถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมงาน Papyrus Studio ก่อนเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2009 และด้วยจุดเด่นที่เน้นความสมจริงเอามาก ๆ จึงทำให้ iRacing กลายเป็นเครื่องมือสำหรับฝึกซ้อมและเตรียมตัวก่อนเริ่มจับพวงมาลัยรถจริงของนักขับในสนาม

iRacing Pro Invitational Series

โดยรายการ eNASCAR iRacing Pro Invitational Series ที่จัดขึ้น ได้มีนักแข่งรถตัวจริงที่มีชื่อเสียงอย่าง Dale Earnhardt Jr, Denny Hamlin, Clint Bowyer, Kyle Busch, Kyle Larson และ Christopher Bell รวมไปถึงนักขับรายอื่น ๆ จากรายการ NASCAR Cup Series , Xfinity Series และ NASCAR Gander RV & Outdoors Truck Series มาเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการแล้ว 

นอกจากนี้ระบบการแข่งขันภายในรายการ ยังมีเรื่องของการหักและให้คะแนนอย่างละเอียดที่อ้างอิงมาจากของจริงแบบเป๊ะ ๆ รวมถึงยังมีเรื่องกลุ่มสปอนเซอร์ที่ต่างพากันเข้ามาติดตามผลงานของทีมแข่งขันที่ตนเองสนับสนุนอย่างจริงจังด้วย ( ก่อนหน้านี้เคยมีประเด็นนักแข่งแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนสปอนเซอร์ขอทอนตัวก็มีมาแล้ว )

iRacing Pro Invitational Series

อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นหลักฐานชั้นดีที่ชี้ได้ว่าเกมแข่งรถแนว Simulation มีระบบที่ดีพอจนสามารถเทียบชั้นการกับวงการขับรถจริง ๆ แต่ทั้งนี้หากใครที่สนใจอยากจะลองสัมผัสเกม iRacing ดู ก็ขอบอกไว้ก่อนว่าคุณจะต้องมีความรู้ด้านยานยนต์และการขับขี่แบบจริงจัง เนื่องจากตัวเกมแข่งรถดังกล่าวนั้น มีรูปแบบการให้บริการแบบสมัคสมาชิกจ่ายเช่ารายเดือน รวมถึงเนื้อหาส่วนใหญ่ข้างในนั้นก็ต้องเติมเงินซื้อด้วย ดังนั้นหากไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งรีบเล่น แล้วรอให้ตนเองเพียบพร้อมทั้งความสามารถ เงิน และอุปกรณ์ ( ชุดพวงมาลัย กับ เก้าอี้ ) จะดีกว่า

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

สล็อตออนไลน์ ฝาก-ถอนไม่มีขั้นต่ำ

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

เปิดมุมมองอิสระบนโลกความเร็วไปกับ Forza Horizon 4 เกมแข่งรถแนว Simulator ที่มีรูปแบบการเล่นในสไตล์ Arcade

ถือได้ว่ามันคือเกมแข่งรถเหมือนจริงที่มาแรงที่สุดแห่งยุคเลยก็ว่าได้สำหรับ ซีรี่ย์เกม Forza Horizon 4 ด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากเกมอื่น ๆ เพราะเป็นการดึงเอาสไตล์ความเป็นเกม Simulator มาโลดแล่นยังนอกสนามแข่ง ทำให้การแข่งขันมีอิสระมากขึ้น ไม่หน้าเบื่อจำเจอยู่แต่ภายในพื้นที่จำกัดอีกต่อไป และจากจุดเด่นดังกล่าวก็ทำให้แฟรนไชส์ Horizon ได้รับกระแสกตอบรับที่ดียิงยาวจนมาถึงภาค 4 เลยทีเดียว

Forza Horizon 4

Forza Horizon 4

Forza Horizon 4 เป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงภาคต่อที่ได้รับการพัฒนาโดย Turn 10 Studios และ Playground Games อีกเช่นเคย เนื้อหาในภาคนี้จะเป็นการแข่งขันในประเทศ อังกฤษ ที่มีการจัดเทศกาลแข่งรถอันลือชื่อ ซึ่งเราจะได้สวมบทบาทเป็นผู้เข้าร่วมแข่งขันในรายการต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์การเป็นเจ้าแห่งความเร็ว โดยแม้เนื้อเรื่องอาจจะฟังดูธรรมดาไม่น่าสนใจอะไร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะสิ่งที่น่าสนใจของเกมนี้คือระบบการเล่นต่างหาก

ตัวเกมจะยังคงคอนเซ็ปต์การมอบอิสระให้แก่ผู้เล่นที่สามารถทำอะไรก็ได้บนแผนที่ขนาดใหญ่ ที่ผู้เล่นสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะขับอยู่ภายในหรือนอกเส้นทาง ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ งานกราฟิกที่มีความสวยงามคมชัดขึ้นกว่าภาคก่อน กับระบบ Dynamic Seasons ซึ่งเป็นระบบฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา โดยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ฤดูกาล ได้แก่ Autumn, Summer, Spring และ Winter ที่แต่ละฤดูนั้นก็จะมีการแข่งขันเป็นของตัวเอง ประกอบการแต่งรถก็จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

Forza Horizon 4

ลายละเอียดการปรับแต่งรถยังคงมีมาให้แบบจัดเต็ม ซึ่งในทุกการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อระบบการขับขี่ของตัวรถ ทำให้ผู้เล่นสามารถจูนรถของตนเองให้มีสไตล์ที่เข้ากับการขับขี่ที่ถนัดได้ นอกจากนี้หากไม่จุใจพอ เราก็ยังสามารถยัด Perk เพื่อเพิ่มสมรรถนะเสริมให้กับรถได้ด้วย แถมตัวคนขับเองก็ยังจะมาตกแต่งได้ด้วยอีกต่างหาก

อีเว้นท์ภายในเกมมีให้เลือกมากมายไม่มีเบื่อ ทั้งในการแข่งในรายการหรือแข่งกันเองบนท้องถนนปกติ รวมไปถึงอีเว้นท์พิเศษที่จะช่วยเพิ่มสีสันการเล่นให้มีความแปลกใหม่ขึ้นอาทิ Head to Head ที่จะให้เราขับรถแข่งกับยานพาหนะต่างประเภท ไม่ว่าจะ Hovercraft หรือ เครื่องบินเจ็ท, โหมด Battle Royale ที่จะให้ผู้เล่นแข่งรถหนีวงให้เหลือรอดเป็นคนสุดท้าย แต่ถ้าหากไม่ถูกใจผู้เล่นก็สามารถเลือกกำหนดประเภทรถเข้าแข่งขันและเปลี่ยนชื่ออีเว้นท์เองตามใจชอบได้

Forza Horizon 4

ระบบ Multiplayer ก็ได้รับการใส่รายละเอียดใหม่ ๆ ให้มีความน่าสนใจขึ้น ทั้งการรองรับผู้เล่นได้มากสุดถึง 72 คนต่อหนึ่ง Session การเพิ่มโหมด Forzathon Live ที่ผู้เล่นและเพื่อนร่วมทีมจะต้องช่วยกันขับรถทำภารกิจให้แล้วเสร็จร่วมกัน รวมถึง HUB Community ที่ช่วยส่งเสริมระบบสังคมภายในเกมให้มีความหมายกว่าเดิม เช่น การประกาศขายรถหรือลวดลายสติ๊กเกอร์ที่ออกแบบมาเอง หรือการแบ่งปันสูตรลับการจูนรถ เป็นต้น

สรุปแล้ว Forza Horizon 4 ถือเป็นเกมแข่งรถที่มีมีเอกลักษณ์ในเรื่องของความอิสระทางการขับขี่ ภายไต้กรอบของความมีเหตุมีผลที่เป็นไปตามหลักฟิสิกส์ในแบบฉบับเกมแข่งรถเหมือนจริง แถมระบบสังคมภายในเกมก็ยังตอบสนองความต้องการของผู้เล่นได้เป็นอย่างดีด้วย

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

โจ๊ก เกอร์ 123 ฝากถอน ไม่มี ขั้น ต่ํา

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

ทางของฝุ่น ( ทราย ) กับ Dakar 18 เกมจำรองรายการแข่งแรลลี่สุดโหดภาคล่าสุด

ไม่มีใครที่ไม่อยู่ในวงการยานยนต์แล้วไม่รู้จักกับการแข่งรถสุดโหดกลางทะเลทรายอย่าง ดาการ์แรลลี หรือ เดอะ ดาการ์ รายการแข่งรถที่มีระยะทางไกลชนิดข้ามประเทศแถมเส้นทางก็มีแต่ เนินทราย โคลน และ หุบผาสูงชันตลอดเส้นทาง ซึ่งแน่นอนว่าความสนุกที่ไม่มีใครเหมือนแบบนี้ มันย่อมต้องถูกนำมาถ่ายทอดเข้าสู่วงการเกมแข่งรถเหมือนจริง ให้บุคคลทั่วไปได้สัมผัสฟิลลิ่งกันอย่างแน่นอน 

Dakar 18

DAKAR 18

DAKAR 18 เป็นตัวเกมแข่งรถเหมือนจริงภาคล่าสุดที่ทิ้งห่างภาคเก่ามาตั้งแต่ยุค PS2 ซึ่งวางจำหน่ายในปี 2003 จนกระทั่งมาถึงปี 2018 เกมแข่งรถนี้ก็ได้กลับมาอีกครั้งแบบเงียบ ๆ ภายใต้การพัฒนาโดยทีมงาน Bigmoon Entertainmen และจัดจำหน่ายโดย Deep Silver ซึ่งแน่นอนว่าในภาคนี้กราฟิกและลายละเอียดต่าง ๆ ย่อมได้รับการออกแบบปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ภายใต้ขุมพลังของ Unreal Engine 4 อันทันสมัยและเป็นที่นิยมในการสร้างเกมของหลายค่าย รวมถึงระบบฟิสิกส์การขับขี่ก็จะถูกพัฒนาให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เนื้อหาภายในเกมภาคนี้จะดำเนินอยู่ในรายการแข่งขันที่มีต้นแบบมาจาก Amaury Sport Organisation ( A.S.O. ) ซึ่งเป็นรายการแข่ง Rally Raid ที่จัดขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ โดยเราจะได้สวมบทบาทเป็นผู้ร่วมเข้าแข่งขันในรายการประเภทต่าง ๆ ทั้ง รถแข่ง 4 ล้อ มอเตอร์ไซค์วิบาก 2-4 ล้อ UTV และ รถบรรทุก ที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องจากทีมแข่งขันชื่อดังที่ร่วมรายการ

Dakar 18

นอกความสนุกจากการขับรถแรลลี่ที่ได้บรรยากาศของจริงแล้ว ความท้าทายบนแผนที่อันกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่ผู้พัฒนาเคยทำมา ก็เป็นอีกจุดดึงดูดชั้นดีที่จะช่วยให้ผู้เล่นเปิดประสบการณ์การผจญภัยได้ดียิ่งขึ้น เพราะนอกจากการแล่นบนถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติสุดลูกหูลูกตา ผู้เล่นจะต้องใช้หนังสือคู่มือการแข่งขันที่เตรียมการโดยนักบินมาใช้เป็นเครื่องมือในการก้าวผ่านอุปสรรคระหว่างทางด้วย ซึ่งการเดินทางบนแผนที่จะมีอยู่ทั้งหมด 14 สนาม ในพื้นที่ 12 ประเทศ อาทิ อาร์เจนติน่า เผรู และ โบลิเวีย เป็นต้น

Dakar 18

DAKAR 18 ได้เริ่มวางจำหน่ายมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2018 โดยลงให้กับแพลตฟอร์มม PlayStation 4, Xbox One และ PC ซึ่งจนป่านี้แล้วก็ยังไม่มีข่าวคราวว่าจะมีภาคใหม่ออกมาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าซื้อเกมนี้มาเล่นแล้วจะตกยุคหรือไม่ โดยหากใครที่กำลังมองหาเกมแข่งรถเหมือนจริงแนวใหม่ ๆ หรือเป็นแฟนรายการแข่ง Rally อยู่แล้ว DAKAR 18 ถือเป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Assetto Corsa Competizione หนึ่งในเกมแข่งรถ Simulator ที่ตอบสนองเหล่านักซิ่งตัวจริงได้ดีที่สุด

Assetto Corsa Competizione

กลายเป็นเกมขวัญใจนักขับชาว Simulator ไปโดยปริยายสำหรับ Assetto Corsa เกมแข่งรถจำลองคุณภาพที่หลังจากเปิดตัวภาคแรกไปในปี 2014 มันก็ได้รับความนิยมจากเหล่าบรรดาผู้มีใจรักความเร็วเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่ตัวเกมสามารถตอบสนองรูปแบบการขับขี่ต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะการแข่งขันทั้งในหรือนอกสนาม ประกอบกับการสนับสนุนอุปกรณ์การเล่นอันหลากหลาย จึงทำให้ชื่อของ Assetto Corsa กลายเป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงขึ้นหิ้งอีกเกมหนึ่งของวงการไปโดยปริยาย

Assetto Corsa Competizione

Assetto Corsa Competizione 

Assetto Corsa Competizione เป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงที่ได้รับการพัฒนาโดยทีมงานจาก Kunos Simulazion ส่วนเนื้อหาภายในตัวเกมของภาคนี้ จะเป็นการจำลองบรรยากาศการแข่งขันรายการประลองความเร็วดังโด่งดัง ตั้งแต่รายการ GT3 Championship, Sprint, Endurance ไปจนถึง Spa 24 Hours ขณะที่ลายละเอียดทางการขับขี่ก็ได้รับเทคโนโลยี โมชันแคปเจอร์ มาใช้ปรับปรุงระบบฟิสิกส์ยางและแอโรไดนามิคให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ขณะแข่งขันผู้เล่นจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพรถอยู่เสมอ ส่วนลายละเอียดด้านการแข่งขันอาทิ นักขับ, รถ, ทีมแข่ง หรือ สนามเซอร์กิต ก็ยังได้รับการแกะออกมาให้ถูกต้องตามลิขสิทธิ์แบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย

จุดเด่นอีกหนึ่งประการของ Assetto Corsa Competizione คือการนำ Unreal Engine 4 มาใช้เป็นขุมพลังในการสร้างสรรค์งานภาพอันสวยงามตระการตา และเพื่อให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในเกมมีความสมจริงมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานร่วมกับระบบสภาพอากาศแบบไดนามิค ที่จะทำให้การแข่งขันของคุณมีความใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงในเวลาปัจจุบัน

Assetto Corsa Competizione

ระบบการเล่นมีมาให้อย่างครบครันทั้ง Free Play, Career, Championship และ Multiplayer ที่สำคัญคือตัวเกมยังรองรับอุปกรณ์เสริมทั้ง ชุดจอยพวงมาลัย กับ VR อีกเช่นเคย เพื่อการมอบประสบการณ์การเล่นอันยอดเยี่ยมมากที่สุดให้แก่ผู้เล่นได้สัมผัส

อาจเรียกได้ว่า Assetto Corsa Competizione คือเกมแข่งรถเหมือนจริงที่มีความพยายามในการยกระดับของตนเองให้ก้าวขึ้นไปแข่งขันกับเกมรุ่นใหญ่อย่าง GT Sport และ Project CARS ได้อย่างสูสี ซึ่งจากชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่ภาคแรกก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยอมรับได้แล้ว โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างประสบการณ์ให้ผู้เล่นได้เข้าใกล้กับบรรยากาศการขับขี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหากใครที่สนใจก็สามารถหาซื้อได้แล้วผ่านทางร้านค้า Steam ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

5 รถสปอร์ตเปิดประทุนดีไซน์เรียบหรู โฉบเฉี่ยว มีสไตล์

5 รถสปอร์ตเปิดประทุนดีไซน์เรียบหรู โฉบเฉี่ยว มีสไตล์

รถสปอร์ต เรียกว่าเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายคนอยู่แล้ว เพราะความโดดเด่นเรื่องของสมรรถนะการขับขี่และรูปลักษณ์ที่ความหรูหรา โฉบเฉี่ยว มีสไตล์เฉพาะตัวที่ดึงดูดความสนใจของแต่ละค่ายรถยนต์ที่ต่างกัน โดยเฉพาะใครที่ชอบรถเปิดประทุนเน่ๆ หรือ รถยนต์โรดสเตอร์  (Roadster) ครั้งนี้ก็มีเรื่องราวของรถยนต์ประเภทนี้มาฝาก ดังต่อไปนี้

รถยนต์โรดสเตอร์ (Roadster) คืออะไร? ทำความรู้จักให้มากขึ้น

รถยนต์โรดสเตอร์ (Roadster) คือชื่อเรียกของรถยนต์ประเภทหนึ่ง ลักษณะเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง และมีส่วนของหลังที่สามารถเปิดได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังคาแข็งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์หรือหลังคาผ้าแบบอ่อนที่พับเก็บได้ รูปลักษณ์ทั่วไปในภาพรวมก็คล้ายกับรถยนต์ซีดาน แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างขัดเจนนอกจากหลังคาเปิดประทุนและขนาดที่มี 2 ที่นั่งก็คือ สมรรถนะของรถยนต์และการใช้งานขับขี่ที่เน้นความเร็ว เหมาะกับการเดินทางตามเส้นทางนอกเมือง เช่น ทะเล ป่า ภูเขา ซึ่งเหมาะกับการเปิดหลังคาสัมผัสความอิสระและบรรยากาศธรรมชาติได้เต็มที่ อย่างเช่น รถสปอร์ตในฝัน ทั้ง 5 รุ่น 5 สไตล์ที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะมีรุ่นไหนบ้างไปติดตามกันเลย

รถสปอร์ต 5 รุ่นมาแรงกับดีไซน์โดดเด่น มีสไตล์

Mazda MX-5 RF 2020

Mazda MX-5 RF 2020
ภาพจาก : car.kapook

เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนจากมาสด้าที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2019 ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี และในปี 2020 ที่ผ่านมาซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 จึงได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนบางจุดภายใต้ชื่อ Mazda MX-5 RF 2020 โดยมีคุณลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นสไตล์มาสด้าและสามารถตอบสนองความต้องการของคนชื่นชอบรถเปิดประทุนในรูปแบบ รถยนต์โรดสเตอร์ ได้อย่างน่าสนใจในราคาจับต้องได้ จนถึงกับเป็นรถรุ่นที่ทำยอดขายดีที่สุดทั่วโลก สำหรับดีไซน์ใหม่ปี 2020 ก็มีการดีไซน์ภายในห้องโดยสารใหม่หมด ในขณะที่รูปโฉมภายนอกก็มีแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์สไตล์อังกฤษในยุค 50-60s ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก

Audi TT Roadster

Audi TT Roadster
ภาพจาก : heycar

เป็นรถเปิดประทุนจาก Audi ค่ายรถยนต์จากเยอร์มันซึ่งได้รับความนิยมมากตั้งแต่เปิดตัวในตลาดรถสอปร์ตเปิดหลังคาสองที่นั่ง โดยรุ่นล่าสุดนี้เป็นการปรับโฉมในเจนเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบรูปโฉมทั้งภายนอกภายในสไตล์มินิมอล ห้องโดยสารดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุระดับพรีเมียม ขณะที่สมรรถนะการขับขี่ก็มีอัตรากำลังถึงแรงถึง 230 แรงม้า และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.3 วินาที อีกทั้งยังทำความเร็วสูงสุดได้ราวๆ  250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

BMW Z4 

BMW Z4 
ภาพจาก : thairath

รถสปอร์ตเปิดประทุนสุดคลาสสิกจาก BMW ที่มีดีไซน์โฉมใหม่โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าในรุ่นล่าสุด All New BMW Z4 โดยได้ผสมผสานการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้โลดเล่นบนท้องถนนได้อย่างโดดเด่น อีกทั้งบรรยากาศภายในห้องโดยสารสุดหรูหราเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เพลิดเพลินตลอดการเดินทางภายใต้แนวคิดความคล่องตัวและการขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ ด้านหลังคาผ้าใบก็ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบเปิดปิดง่ายๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสในเวลา 10 วินาที ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ให้กำลังสูงสุด 387 แรงม้า พร้อมความเร็วเต็มสปีดด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.1 วินาที

Porsche 718 Boxster GTS 4.0

Porsche 718 Boxster GTS 4.0
ภาพจาก : motorauthority

หนึ่งในแบรนด์รถสปอร์ตสุดหรูจากเยอรมันที่เรียกว่าเป็นรถในฝันของคนรักรถสปอร์ตจำนวนไม่น้อย สำหรับโรดสเตอร์รุ่นนี้ ก็มีความโดดเด่นตั้งแต่รูปโฉมภายนอกไปจนถึงการออกแบบห้องโดยสารภายใน โดยเฉพาะการออกแบบแผงคอนโซลที่หรูหราและเต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานทันสมัยพร้อมกับจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว และมีการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ 6 สูบ 4,000 ซีซี ไร้ระบบอัดอากาศ ทำให้มีกำลังถึง 400 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม. ภายใน 4.5 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 293 กม./ชม. 

Mercedes-AMG GT C Roadster

Mercedes-AMG GT C Roadster
ภาพจาก : autodeft

รถยนต์โรดสเตอร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถแข่งในสนามผสมผสานกับความหรูหราคลาสสิกสไตล์เมอร์เซเดส และได้ชื่อว่าเป็นโรดสเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงสุดของค่าย มีดีไซน์โดดเด่น หรูหรา ทันสมัยทั้งรูปโฉมภายนอกและภายในห้องโดยสาร เช่น การใช้เบาะผู้ขับแบบสปอร์ตหุ้มหนังนัปปา (Nappa) โอบล้อมตัวผู้ขับเหมือนกำลังขับรถแข่งอีกทั้งยังนั่งสบาย มีมุมมองการขับขี่ดี สามารถขับรถทางไกลได้โดยไม่รู้สึกล้าเกินไป ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ ประกอบด้วย เครื่องยนต์อัตรากำลัง 557 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม. ภายใน 307 วินาที และมีท็อปสปีดอยู่ที่ 316 กม./ชม.

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ เสน่ห์สองล้อสุดคลาสสิก

5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ เสน่ห์สองล้อสุดคลาสสิก 

รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ (Bigbike) เป็นยานยนต์สองล้อ ที่มีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน และมีการออกแบบรูปโฉมที่ให้ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเท่ ดุดัน สวยงาม และมีสมรรถนะที่แรง เร็ว สำหรับคนรักการขับขี่อย่างอิสระหรือที่เรียกกันว่า ไบค์เกอร์ และในความหลากหลายของการออกแบบก็มีหนึ่งรูปแบบที่จะมาแนะนำนั่นคือบิ๊กไบค์สไตล์วินเทจ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก ดังรายละเอียดต่อไปนี้

บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ มีจุดเด่นและความน่าสนใจอย่างไร

ด้วยเหตุผลที่ว่ารถมอเตอร์ไซค์เป็นหนึ่งในยานพาหนะยอดนิยมที่มีมายาวนานนับร้อยปี จึงมีวิวัฒนการด้านการออกแบบกับดีไซน์ที่โดดเด่นตามยุคสมัยมาตลอดรวมทั้งบิ๊กไบค์ ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่บ่อยครั้งที่การออกแบบก็มักจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสมัยอดีต ตั้งไบค์เกอร์รุ่นคุณพ่อยังหนุ่ม เรียกว่าเป็นความคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของ อย่างเช่น 5 รุ่น ที่นำมาฝากดังต่อไปนี้

แนะนำ 5 บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ ที่ไบค์เกอร์ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ

Kawasaki Z900RS

z900rs
ภาพจาก : realmotosports

บิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจจากคาวาซากิ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Kawasaki ZI กับการดีไซน์ผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว และค่อนข้างได้รับความสนใจมากจากคนรักรถมเตอร์ไซค์มีผู้คนให้ความสนใจ ทั้งรูปลักษณ์สุดคลาสสิกแต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีเครื่องยนต์ การขับขี่พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ของรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็เป็นระบบที่ทันสมัย เช่น  หน้าปัดแสดงระยะไมล์แบบอนาล็อกผสานกับจอแอลซีดี (LCD) แบบมัลติฟังก์ชั่น เรียกว่าเป็นสไตล์ที่ตอบโจทย์ความชอบมอเตอร์ไซต์ดีไซน์ย้อนยุคของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี 

GPX Racing Legend 200

GPX Racing Legend 200
ภาพจาก : thairath

รถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบในสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ (Cafe Racer) กับความโดดเด่นของการออกแบบผสมผสานบรรยากาศย้อนยุคที่น่าจะโดนใจ ไบค์เกอร์ เป็นอย่างยิ่ง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ ไฟหน้าทรงกลมสไตล์วินเทจทำจากวัสดุแฮโลเจน ( Halogen) และไฟหลังแบบแอลอีดี (LED) มีสติ๊กเกอร์ลคาดถังแบบทูโทน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสไตล์ คาเฟ่ เรเซอร์ โดยเฉพาะอีกทั้งมีเฉดสีให้เลือกตามความชอบได้แก่ สีเหลือง สีฟ้าและสีดำ ด้านระบบการขับขี่ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์สตาร์ทมือพร้อมกับแฮนด์จับโช้คที่จับได้กระชับมือ ช่วยให้ควบคุมการขับขี่ได้ง่ายขึ้น คอนโทรลความเร็วได้อย่างเร้าใจ ขณะที่ส่วนของหน้าปัดเรือนไมล์ก็เป็นทรงกลมแบบผสมผสานทั้งอนาล็อกกับดิจิตอลที่มีการแสดงข้อมูลต่าง ๆ ขณะขับขี่อย่างครบถ้วน

Ducati Scrambler Sixty2

Ducati Scrambler Sixty2
ภาพจาก : forums.chiangraifocus

บิ๊กไบค์ สไตล์ย้อนยุคอีกหนึ่งรุ่นจากดูคาติ ที่ต้องบอกว่ามีดีไซน์คลาสสิกและมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าสนใจในทุกๆ รายละเอียด เช่น การออกแบบให้ตัวถังมีความโดดเด่นด้วยสีส้มดำสุดพร้อมชุดตกแต่งเฟรมดำกับเบาะนั่งสีดำ ไฟหน้าและเรือนไมล์เป็นรูปทรงกลมแบบวินเทจรวมทั้งการใช้เครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบไฟฟ้าที่บ่งบอกถึงความย้อนยุคอันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แล้วก็ยังมีการเพ้นท์ลายที่ถังน้ำมันซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมของรถมอเตอร์ไซค์ในอดีตแต่ในขณะเดียวกันก็มีสมรรถนะการขับขี่ที่แรง เร็ว พร้อมระบบความปลอดภัยที่ไม่เป็นรองใครเช่นกัน นอกจากสีส้มดำแล้วก็ยังมีโทนสีดำกับสีฟ้าให้เลือกด้วย 

Triumph Bonneville T100

Triumph Bonneville T100
ภาพจาก : pinterest

Triumph เป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่จากประเทศอังกฤษที่มีชื่อเสียงมายาวนานและบิ๊กไบค์ สไตล์วินเทจ รุ่น Bonneville T100 ก็ได้ชื่อว่าเป็นโมเดลยอดนิยมที่สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ ให้กับไทรอัมพ์อย่างมหาศาลได้เป็นอย่างมากความน่าสนใจของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้คือดีไซน์ในสไตล์เรโทร คลาสสิก (Retro Classic) ยุค 60s เช่น ไฟหน้าขนาดใหญ่ พร้อมเฟรมที่แข็งแรงทนทาน หน้าปัดเรือนไมล์แบบอนาล็อก ขณะที่ตัวถังของรถก็มีการออกแบบให้ดูทรงพลัง น่าเกรงขาม เบาะนั่งทำจากวัสดุหนังแท้เพื่อความนุ่มสบายของไบค์เกอร์และผู้ซ้อนท้าย นอกจากนี้ก็ยังเป็นรถรุ่นประหยัดพลังงานซึ่งเหมาะกับการใช้งานขับชี่ในยุคนี้

BMW R9T

BMW R9T
ภาพจาก : bigbike

บิ๊กไบค์ จาก BMW ที่ใครหลายคนฝันอยากเป็นเจ้าของ สำหรับรุ่น R9T ก็มีการออกแบบภายใต้แนวคิดการขับขี่เพื่ออรรถรส ชมทิวทัศน์รอบตัวอย่างอิสระ เสน่ห์ของการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์วินเทจรุนนี้ก็คือ ดีไซน์สปอร์ต คลาสสิก (Sport Classic) ที่มีทั้งรูปโฉมที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคผสมผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ๆ อันทันสมัย มีให้เลือก 2 สี คือสีขาวและสีดำ ตัวถังขนาดใหญ่ส่วนช่วงท้ายขนาดเล็ก ที่สำคัญอีกอย่างคือ งานประกอบวัสดุทั้งคันจากอลูมิเนียมเกรดพรีเมียมแบบเรียบหรู ดูแพง ตามสไตล์การออกแบบของ BMW

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

McLaren-720
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S หรือ “แม็คลาเรน” รุ่น 720S คือรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษที่ได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ จากรถแข่งฟอร์มูลาวันเข้ามาใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อความแรงและเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำไปขับขี่บนท้องถนนทั่วไปได้โดยมีทั้งรูปลักษณ์แบบคูเป้และโรสเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ก็จะพาไปทำความรู้จักกับรถยนต์รุ่นนี้ที่เป็นรถในฝันของใครหลายคนในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

สมรรถนะและความโดดเด่นของ McLaren 720S

McLaren 720S เป็นสปอร์ตคาร์รุ่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อแทนแม็คลาเรนรุ่น 650S เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์เมื่อวันที่ 7มีนาคม ปีค.ศ. 2017 สร้างขึ้นจากคาร์บอนโมโนโคค (Monocage) ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมากขึ้น ตัวถังได้รับการออกแบบบเพื่อความลู่ลมมากกว่ารุ่น 650S อีกทั้งสปอยเลอร์ด้านหลังรูปร่างคล้ายปีกที่สามารถยกตัวอัตโนมัติได้สามระดับตามความเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราความลู่ลมแล้วและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรคได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพในการเบรกที่ดังกล่าว ส่งผลให้แม็คลาเรนรุ่นนี้ เบรคจากความเร็วจาก 200 กม./ชม. มาหยุดนิ่งทันทีภายในเวลาเพียง 4.6 วินาที กำลังเครื่องแรงถึง 720 แรงม้า และในส่วนของสมรรถนะความเร็ว สามารถเร่งความเร็วไปที่ 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.8 วินาที และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 341 กม. / ชม.  ยังมาพร้อมกับ Variable Drift Mode ซึ่งควบคุมการควบคุมเสถียรภาพเพื่อช่วยในการดริฟท์รถ

ภายในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบอย่างหรูหรามีระดับด้วยวัสดุหนังแท้และชิ้นส่วนอะลูมิเนียมคุณภาพเยี่ยม บวกกับแผงคอนโซลทรงตั้งและเทคโนโลยีจอแสดงผลแบบ Folding Driver Display ที่มีฟังก์ชันพับเก็บได้แต่ยังแสดงข้อมูลที่จำเป็นซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยขณะขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

McLaren-720S
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S รุ่นพิเศษ Special Edition

ตั้งแต่เปิดตัว  McLaren 720S ในปี 2017 เป็นต้นมา หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารถสปอร์ตในซีรีส์เดียวกันเป็นรุ่นพิเศษหรือ Special Edition ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น

McLaren 720S Le Mans Special Edition รุ่นนี้ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันรายการ Le Mans ของรถแข่งฟอร์มูล่าวัน (F1) GTR เมื่อปี 1995 ความพิเศษคือ หมายเลขตัวถังของรถสปอร์ตรุ่นนี้จะเริ่มต้นด้วย ด้วย 298 ซึ่งเป็นจำนวนรอบที่รถแข่ง F1 GTR ทำได้ในการแข่งขันครั้งนั้นนั่นเอง โดยจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 50 คันทั่วโลก โดยและมีให้เลือก 2 สี คือ สีส้ม McLaren Orange และสีเทา Sarthe Grey

McLaren 720S Spider เปิดตัวในเดือนธันวาคมปี 2018 ในรูปลักษณ์แบบซุปเปอร์คาร์เปิดประทุน ตัวถังโรสเตอร์ และยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุตัวถังให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ส่วนของหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์บวกกับเทคโนโลยี Electrochromic Glass ที่ทำให้หลังคากระจกสามารถปรับระดับแสงที่ส่องผ่านได้แบบอัตโนมัติและใช้เวลาในการเปิด-ปิดราวๆ 11 วินาที เท่านั้น โดยรวมแล้ว ความโดดเด่นจะอยู่ที่รูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และทำความเร็วสูงสุดขณะเปิดหลังคาที่ 325 กม./ชม.

McLaren 720S GT3 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Pebble Beach Concours d’Elegance ปี 2018 สำหรับรุ่นนี้ได้มีการพัฒนาด้านวัสดุและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Chassis Carbon Fiber ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งความแข็งแกร่งสูงและในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบาภายใต้รูปลักษณ์แบบรถสปอร์ตสุดหรูทั้งภายนอกภายใน อีกทั้งยังมีการยกระดับสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ชื่อว่า Race-Prepared Version สำหรับคนที่ชอบความเร็วเสมือนได้ขับรถในสนามแข่งพร้อมทั้งสามารถขับขี่บนเส้นทางปกติทั่วไปได้ด้วย

McLaren 765LT เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2020 เป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในด้านการพัฒนาสมรรถนะทุกๆ ด้านจากโครงสร้างของ 720S ตั้งแต่ น้ำหนักที่เบากว่า McLaren 720S ถึง 80 กิโลกรัม ส่งผลให้ความเร็วและแรงของสปอร์ตคาร์รุ่นนี้ สามารถทำอัตราเร่ง จาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของรถก็อยู่ที่ 330 กม./ชม. และเนื่องจากเป็นรุ่น Special Edition จึงจำกัดจำนวนผลิตและจำหน่ายทั่วโลกแค่ 765 คันเท่านั้น

และนี่ก็คือความน่าสนใจของ McLaren 720S ซุปเปอร์คาร์เจ้าแห่งความเร็วที่มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีที่ใช้กับรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ เหล่านี้ ให้คนรักรถและรักความเร็วมีโอกาสได้สัมผัสกับซุปเปอร์คาร์ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะความเร็วบนท้องถนนอย่างเร้าใจ

Categories
ข่าวสาร รีวิว พรีวิว

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

               ต้องบอกก่อนว่ารถนั้นมีผลต่อภาพลักษณ์ของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในระดับสูง ๆ อย่างผู้บริหาร นักธุรกิจระดับสูง จะไม่ค่อยนิยมใช้รถทั่วไป แต่จะใช้เป็นรถอเนกประสงค์แทน และรถเหล่านั้นจะต้องเป็นรถ MVP โดยผู้บริหารส่วนใหญ่จะใช้รถประเภทนี้ในการเดินทาง เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ และรถคันนั้นจะต้องตอบโจทย์การใช้งานด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาเปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม ในปี 2021 เป็นรถที่มาพร้อมกับการดีไซน์ที่สวยหรู ดูทันสมัย สะดวกสบายเมื่อใช้งาน จะมีรถรุ่นใดบ้างนั้นมาชมกันเลย

เปิด 5 อันดับรถตู้ผู้บริหารสุดพรีเมียม 2021

5.NISSAN NV300 MINORCHANGE

               NISSAN NV300 MINORCHANGE ที่มาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่ทั้งภายนอกและภายใน เสริมด้วยขุมพลังดีเซลที่ผ่านมาตรฐาน EURO 6 และยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อยู่หลายรายการ สำหรับรายละเอียดของภายนอกของรถรุ่นนี้ จะมาพร้อมกับการดีไซน์ด้านหน้าใหม่ เหมือน NISSAN NAVARA อย่างกระจังหน้าที่เป็นแบบ INTERLOCK และไฟหน้าแบบ LED พร้อม DAYTIME RUNNING LIGHT เฉพาะรุ่น เสริมด้วยล้อ ALLOY 17 นิ้ว ในส่วนของห้องโดยสารนั้นจะมีให้เลือกทั้งรุ่น 5 ที่นั่ง 6 ที่นั่ง 8 ที่นั่ง และ 9 ที่นั่ง DASHBOARD แบบใหม่ ตกแต่งโครเมียมและสีดำ DARK CARBON ส่วนช่องเก็บของจะมีความจุกว่า 88 ลิตร ปิดท้ายด้วยหน้าจอสัมผัสทัชสกินขนาด 8 นิ้ว พร้อมกับระบบการเชื่อมต่อของ NISSAN CONNECT ส่วนเรื่องขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ DCI ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน มีให้เลือกความแรงหลายระดับตั้งแต่ 110 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 150 แรงม้า เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ และ 170 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ และแรงบิดสูงสุดจะอยู่ที่ 380 นิวตัน-เมตร ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS จะประกอบไปด้วย ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา ระบบแจ้งเตือนรถยนต์ออกนอกช่องจราจร ระบบจดจำป้ายจราจร และระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมแจ้งเตือนให้เว้นระยะห่าง สำหรับ NISSAN NV300 MINORCHANGE ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2021 จะเริ่มออกจำหน่ายทั่วยุโรป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 เป็นต้นไป

4.TOYOTA HIACE

               TOYOTA HIACE เป็นรถตู้ทรงหลังคาเตี้ย 12 ที่นั่ง เครื่องยนต์รุ่น 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง DOUBLE OVERHEAD CAMSHAFT 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน INTERCOOLER ความจุกระบอกสูบ 2,755 CC ระบบจ่ายน้ำเชื้อเพลิงหัวฉีด DIRECT INJECTION แบบ COMMON RAIL ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที ชนิดเชื้อเพลิงคือดีเซล มีความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 70 ลิตร สำหรับรุ่นนี้จะเป็นล้อกระทะพร้อมฝาครอบ ขนาดของยางจะอยู่ที่ 215/70R16C ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นระบบ DISC BRAKE พร้อมคีบระบายความร้อน ส่วนระบบเบรกด้านหลังจะเป็นแบบ DUMP BRAKE และในส่วนของระบบความปลอดภัยของรุ่นนี้จะมีโครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA มีถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS 2 ตำแหน่งคู่หน้า ซึ่งจะอยู่ในบริเวณผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า และระบบเบรก ABS ส่วนระบบควบคุมการทรงตัวนั้นจะเป็นแบบ VSC มาพร้อมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันแบบ HAC ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเฟืองท้าย LSD และมีระบบไฟเบรกดวงที่สามพร้อมกับระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกระทันหันแบบ ESS กระจกมองข้ามจะเป็นสีดำ โดยตัวรถมีความยาว 5,265 มิลลิเมตร และมีความกว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 1,990 มิลลิเมตร สำหรับราคาของรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ 1,085,000 บาท

3.MG V80

               MG V80 PASSENGER VAN สไตล์ยุโรป มาพร้อมกับการดีไซน์ที่เรียบหรู ดูแพง เป็นรถตู้พรีเมียมที่มีทั้งหมด 11 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารนั้นจะมีขนาดที่กว้างขวาง พร้อมกับประตูสไลด์ 2 ด้าน และมีบันไดไฟฟ้า 2 ข้าง ในส่วนของประตูท้ายจะเป็นบานคู่แบบเปิดได้ 2 ระดับ ทั้ง 90 และ 180 องศา อีกทั้งยังมีระบบสร้างความปลอดภัยถึง 7 ระบบด้วยกัน ใน ESP มาตรฐานยุโรป MG V80 จะขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 330 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 SPEED  SELEMATIC ที่ปรับเปลี่ยนโหมดได้ มีจำนวนทั้งหมด 2 รุ่นย่อย

  • MG V80 2.5L MT ราคาอยู่ที่ 988,000 บาท
  • MG V80 2.5L Selemetic ราคาอยู่ที่ 1,038,000 บาท

2.KIA GRAND CARNIVAL

                KIA GRAND CARNIVAL รถตู้ MPV สุดพรีเมียม ที่จะตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ที่นั่ง ในส่วนภายในจะติดตั้งฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ระบบปรับอากาศให้บริสุทธิ์ จอสัมผัส TOUCH SKIN ที่มีขนาด 8 นิ้ว และรองรับด้วย APPLE CAR PLAY และ ANDROID AUTO, จอ PERSONAL ENTERTAINMENT TABLET, WIRELESS CHARGER และอื่น ๆ อีก และมาพร้อมกับระบบความปลอดภัย เช่น CRUISE CONTROL, RCTA, HAC เป็นต้น มาในส่วนของเครื่องยนต์ของ KIA GRAND CARNIVAL จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 197 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 441 นิวตัน-เมตร มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

1.HYUNDAI GRAND STAREX

                HYUNDAI GRAND STAREX 2020 อีกหนึ่งรถตู้สุดพรีเมี่ยม ที่มากับการรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 7 ที่นั่ง โดยดีไซน์ออกมาอย่างหรูหรา สุดพิเศษ และมาพร้อมกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก อย่างที่ชาร์จไร้สาย เบาะไฟฟ้า ประตูสไลด์เป็นระบบไฟฟ้า และอื่น ๆ อีก ในส่วนของระบบความปลอดภัยนั่นก็ได้จัดมาให้อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระบบควบคุมเสถียรภาพ รวมไปถึงกล้องมองภาพรอบทิศทาง ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์นั้น จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 175 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 441 นิวตัน-เมตร มีจำนวนทั้งหมด 2 รุ่น

  • HYUNDAI GRAND STAREX 2020 - 2021 รุ่น PREMIUM ราคาอยู่ที่ 2,349,000 บาท
  • HYUNDAI GRAND STAREX 2020 - 2021 รุ่น รุ่น VIP ราคาอยู่ที่ 2,399,000 บาท