Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Assetto Corsa Competizione หนึ่งในเกมแข่งรถ Simulator ที่ตอบสนองเหล่านักซิ่งตัวจริงได้ดีที่สุด

Assetto Corsa Competizione

กลายเป็นเกมขวัญใจนักขับชาว Simulator ไปโดยปริยายสำหรับ Assetto Corsa เกมแข่งรถจำลองคุณภาพที่หลังจากเปิดตัวภาคแรกไปในปี 2014 มันก็ได้รับความนิยมจากเหล่าบรรดาผู้มีใจรักความเร็วเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่ตัวเกมสามารถตอบสนองรูปแบบการขับขี่ต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะการแข่งขันทั้งในหรือนอกสนาม ประกอบกับการสนับสนุนอุปกรณ์การเล่นอันหลากหลาย จึงทำให้ชื่อของ Assetto Corsa กลายเป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงขึ้นหิ้งอีกเกมหนึ่งของวงการไปโดยปริยาย

Assetto Corsa Competizione

Assetto Corsa Competizione 

Assetto Corsa Competizione เป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงที่ได้รับการพัฒนาโดยทีมงานจาก Kunos Simulazion ส่วนเนื้อหาภายในตัวเกมของภาคนี้ จะเป็นการจำลองบรรยากาศการแข่งขันรายการประลองความเร็วดังโด่งดัง ตั้งแต่รายการ GT3 Championship, Sprint, Endurance ไปจนถึง Spa 24 Hours ขณะที่ลายละเอียดทางการขับขี่ก็ได้รับเทคโนโลยี โมชันแคปเจอร์ มาใช้ปรับปรุงระบบฟิสิกส์ยางและแอโรไดนามิคให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ขณะแข่งขันผู้เล่นจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพรถอยู่เสมอ ส่วนลายละเอียดด้านการแข่งขันอาทิ นักขับ, รถ, ทีมแข่ง หรือ สนามเซอร์กิต ก็ยังได้รับการแกะออกมาให้ถูกต้องตามลิขสิทธิ์แบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย

จุดเด่นอีกหนึ่งประการของ Assetto Corsa Competizione คือการนำ Unreal Engine 4 มาใช้เป็นขุมพลังในการสร้างสรรค์งานภาพอันสวยงามตระการตา และเพื่อให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในเกมมีความสมจริงมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานร่วมกับระบบสภาพอากาศแบบไดนามิค ที่จะทำให้การแข่งขันของคุณมีความใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงในเวลาปัจจุบัน

Assetto Corsa Competizione

ระบบการเล่นมีมาให้อย่างครบครันทั้ง Free Play, Career, Championship และ Multiplayer ที่สำคัญคือตัวเกมยังรองรับอุปกรณ์เสริมทั้ง ชุดจอยพวงมาลัย กับ VR อีกเช่นเคย เพื่อการมอบประสบการณ์การเล่นอันยอดเยี่ยมมากที่สุดให้แก่ผู้เล่นได้สัมผัส

อาจเรียกได้ว่า Assetto Corsa Competizione คือเกมแข่งรถเหมือนจริงที่มีความพยายามในการยกระดับของตนเองให้ก้าวขึ้นไปแข่งขันกับเกมรุ่นใหญ่อย่าง GT Sport และ Project CARS ได้อย่างสูสี ซึ่งจากชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่ภาคแรกก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยอมรับได้แล้ว โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างประสบการณ์ให้ผู้เล่นได้เข้าใกล้กับบรรยากาศการขับขี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหากใครที่สนใจก็สามารถหาซื้อได้แล้วผ่านทางร้านค้า Steam ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

ฝึกฝนจากเกมยานยนต์ เพื่อพัฒนาทักษะการขับรถไปใช้ในชีวิตจริง

Adcade และ Simulation

เกมจำลองสถานการณ์เป็นเกมอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งเกมแนวทหาร และเกมแข่งรถ ที่มีการออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศในโลกความเป็นจริงมากที่สุด แต่ทั้งนี้หลังจากที่ผู้เล่นหลายคนได้เล่นวิดีโอเกมเหล่านี้ไปเป็นเวลานานก็อาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นว่า ทักษะและประสาทสัมผัสที่ได้จากการฝึกฝนผ่านหน้าจอ มันจะสามารถหยิบนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเกมแข่งรถที่น่าจะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุด

สิ่งที่คุณจะได้รับจากเกมแข่งรถแนว Adcade และ Simulation

หากกล่าวถึงความสมจริงก็ต้องยกให้เกมแข่งรถแนว Simulation เพราะเป็นเกมที่มีการนำระบบฟิสิกส์ การคำนวนการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถมาใส่ไว้อย่างละเอียดเพื่อให้ทุกการขับขี่มีการตอบสนองที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด รวมไปถึงการปรับแต่งรถที่มีสูตรเฉพาะที่ถ้าหากทำมั่ว ๆ มันก็จะส่งผลต่อการขับขี่และประสิทธิภาพของรถที่ไม่ใช้แค่รถวิ่งได้ช้าลงด้วยอีกต่างหาก 

ในขณะที่เกมแข่งรถแนว Adcade นั้นจะไม่ได้ลงลึกในเรื่องการใส่ลายละเอียดอะไรเหล่านี้มาก เพราะตัวเกมต้องการเข้าถึงผู้เล่นให้ได้ทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้พัฒนาจึงหันมาเน้นความสนุกจากการ ชน เบียด เหินอากาศ และการปล่อยไนตรัสออกมามากกว่า แต่ทั้งนี้ผู้เล่นก็สามารถเลือกปรับแต่งเองให้มีความสมจริงขึ้นได้ ผ่านการเข้าไปตั้งค่าปรับให้ระบบขับขี่เป็นการสับเกี่ยร์เองแทนระบบออโต้, การปิด Racing Line เพื่อกะความเร็วและระยะการเข้าโค้งเอง หรือการสั้งเปิด-ปิด ABS เป็นต้น

แล้วสิ่งที่ได้จากเกมสองประเภทนี้คืออะไรกันละ ? แน่นอนเกมแนว Simulation จะทำให้คุณทำความเข้าใจกับระบบการขับขี่ที่ไม่ได้ง่ายอย่างใจนึก ทั้งการเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ การเข้าเกียร์ให้ถูกจังหวะ ระบบฟิสิกส์ที่พร้อมทำให้คุณปวดหัวได้เสมอจากการปรับแต่งรถและการควบคุมของคุณเอง ส่วนเกม Adcade นั้นเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่มักจะเป็นการขับขี่ในเมือง มันจึงเหมาะสำหรับใช้จำลองการขับขี่ในเมืองอย่างกับฝึกหลบสิ่งกีดขวาง การเข้าโค้งบนถนนที่แตกต่างกัน หรือ การทดสอบอันตรายจากการใช้ความเร็ว เป็นต้น

Adcade และ Simulation

เกม Simulation ที่แนะนำ

– Granturismo, Forza, Assetto Corsa, Project Cars, DiRT Rally 

เกม Adcade ที่แนะนำ

– Need for Speed, The Crew, Burnout, Driveclub

นอกจากนี้ก็ยังมีเกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถแข่งแต่สามารถนำมาปรับใช้กับการขับขี่ในชีวิตจริงได้อย่าง Euro Truck Simulator และ City Car Driving ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Driving Simulation ซึ่งผู้เล่นจะได้สัมผัสกับการจำลองการสัญจรบนท้องถนน แต่ทั้งนี้มันจะสนุกถูกใจคุณหรือเปล่านั้นก็มีแต่ต้องลองกันดูสักครั้ง 

และถ้าจะให้ดีผู้เล่นควรมีการเสริมด้วยอุปกรณ์เสริม VR และ คอนโทรลเลอร์พวงมาลัยที่มีระบบ Force Feedback ( ระบบช่วยตอบสนองพวงมาลัย ) ก็จะทำให้การขับขี่ของคุณมีความท้าทาย และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น



เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

กินลมชมวิวแม้ไม่ได้ออกนอกบ้านไปกับเกมขับรถแนว Driving simulator

แม้การขับรถฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ดูเหนื่อยสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับบางคนนั้น มันกลับกลายเป็นเรื่องสนุกที่ช่วยสร้างความสุนทรีให้กับชีวิตในการออกไปท่องเที่ยวชมบรรยากาศตามข้างทางนอกบ้าน แต่ทว่ามันก็อาจจะติดปัญหาตรงที่การจราจร ซึ่งผู้ขับต้องใช้ความระมัดระวังตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ บางสถานที่ก็อาจจะมีรถติดหนัก หรือบางแห่งในเมืองก็อาจมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ โดยถ้าหากคุณรู้สักเบื่อหน่ายกับสิ่งเหล่านี้และอยากจะปลดปล่อยความรู้สึกของตนเองให้สนุกกับการเดินทางมากที่สุด เราก็ขอแนะนำเกมขับรถแนว Driving simulator ที่จะช่วยให้การขับรถชมวิวทำได้แม้ตัวคุณจะอยู่กับบ้าน

แนวขับในเมือง

City Car Driving

City Car Driving

นี่คือเกมที่ถูกออกแบบมาให้ใช้จำลองการขับรถในชีวิตจริงโดยเฉพาะ ซึ่งระบบภายในเกมจะเพียบพร้อมไปด้วยระบบฝึกสอนผู้ขับขี่ ทั้งการปฏิบัติตามกฎจราจร มารยาททางการใช้ถนน การฝึกจอดรถ ไปจนถึงการสอบใบขับขี่ ซึ่งเรียกได้ว่าเล่นจบได้ก็มีทักษะพร้อมในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

และที่น่าสนใจคือตัวเกมมีโหมดฟรีที่จะให้ผู้เล่นสามารถขับรถชมเมืองบนแผนที่ขนาดใหญ่ แถมยังปรับสภาพภูมิอากาศตามต้องการได้อีกต่างหาก ที่สำคัญคือตัวเกมรองรับม็อดมากมายชนิดที่เล่นยังไงก็ไม่มีเบื่อแน่นอน

The Bus

The Bus

ขับรถเล่นอย่างเดียวอาจฟังดูไร้จุดหมาย ซึ่งถ้าหากอยากมีอะไรทำมากกว่านั้นละก็ทำไมไม่ลองมาสวมบทบาทเป็นโชเฟอร์ประจำรถบัสคอยรับส่งผู้โดยสารดูล่ะ โดยจุดเด่นของเกมนี้นอกจากจะมีภาพที่สวยงามด้วยงานกราฟิกระดับ Next Generation แล้ว แผนที่ภายในเกมยังเป็นการอ้างอิงมาจากกรุง เบอร์ลิน ของประเทศเยอรมนี มาในขนาดอัตราส่วน 1:1 นั่นจึงทำให้มันเหมาะสำหรับการขับรถเที่ยวชมบรรยากาศในเมืองต่างประเทศเป็นอย่างมาก

แนวขับนอกเมือง

Euro Truck Simulator
American Truck Simulator

Euro Truck Simulator 2 และ American Truck Simulator

เป็นเกมรถบรรทุกด้วยกันทุกคู่ โดยระบบการเล่นจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ที่ต่างออกไปจริง ๆ คือ สภาพแผนที่ภูมิประเทศที่อยู่คนละซีกโลก

Euro Truck Simulator 2 เป็นเกมขับรถบรรทุกที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุด เนื่องจากเป็นตัวเกมภาคล่าสุดที่มีการอัปเดตเนื้อหาและมีม็อดใหม่ ๆ ปล่อยออกมาเป็นระยะ ในขณะที่รูปแบบการเล่นก็ค่อนข้างหน้าสนใจเพราะมีทั้งการทำงานส่งของระยะไกล การลงทุนเปิดบริษัทเป็นของตนเอง และการบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากขึ้น ที่สำคัญคือการขับรถส่งของนั้นจะกินเวลาค่อนข้างนานคล้ายกับของจริงมาก เพราะจะเป็นการขับรถข้ามประเทศทั่วทวีปยุโรป โดยมีตั้งแต่ประเทศ เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, อิตาลี, ฝรั่งเศส และอีกมากมาย 

ในขณะที่ American Truck Simulator ก็จะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่จะเป็นการขับข้ามรัฐในประเทศ สหรัฐอเมริกาแทน รวมถึงรถที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากแบรนด์อเมริกันแทบทั้งหมด เรียกได้ว่ามีมาเพื่อผู้ที่อยากขับรถชมทะเลทรายในแดนประเทศมหาอำนาจอย่างแท้จริง

MudRunner

MudRunner

เปลี่ยนบรรยากาศมาเอาใจสาวกสายลุยป่าเขากันบ้างกับเกม MudRunner เกมขับรถแนวออฟโรดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในด้านของระบบฟิสิกส์อันสมจริง โดยเฉพาะในเรื่องของดินโคลนที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายของคุณ รวมไถึงความท้าทายอื่น ๆ อย่างทางราดชัน แม่น้ำ และ หลุมบ่อ ยานพาหนะก็มีให้เลือกหลากรูปแบบตามความชอบ ที่สำคัญคือระบบของตัวเกมนั้นค่อนข้างดิบเลยทีเดียว เพราะไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าไหร่ เนื่องจากผู้เล่นจะต้องใช้ฝีมือในการค้นหาจุดหมายและแก้สถานการณ์ด้วยตนเอง

ซึ่งเราหวังอย่างยิ่งว่าเกมขับรถแนว Driving simulator ที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ จะเป็นสิ่งช่วยแก้เครียดให้กับคุณได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์การการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจทำให้คุณไม่ได้ออกนอกบ้านมากนัก

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

เพลินทุกย่างก้าวการลุยโคลนไปกับ Spintires: MudRunner Mobile ในเวอร์ชั่นพกพา

Spintires MudRunner Mobile

Mudrunner เป็นการผสมผสานกันระหว่างคำว่า ” โคลน ” เข้ากับ ” วิ่ง ” เพื่อสื่อความหมายในการเดินทางที่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยดินโคลน โดยจุดเด่นของเกมก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของลายละเอียดระบบฟิสิกส์ซึ่งจัดเต็มมาเพื่อความสมจริงอย่างขีดสุด ไม่ว่าจะน้ำหนักรถ การเอียนเอียง การขับเคลื่อนขึ้นที่สูง-ต่ำ ไปจนถึงพื้นผิวโคลนที่จะเปลี่ยนสภาพทุกครั้งเมื่อมีการขับผ่านจนกลายเป็นทางล้อ และมันจะส่งผลให้การขับผ่านในครั้งต่อไปเป็นไปได้ยากมากขึ้น 

Spintires MudRunner Mobile

และที่ถูกใจเหล่าคอเกมขับรถเหมือนจริงมากที่สุด ก็คือเมื่อรถเกิดมีปัญหาไปต่อไม่ได้ เราจะต้องหาทางขับรถอีกคันมาจากด้านนอกเพื่อลากรถที่ติดขัดออกจากสถานที่แห่งนั้น โดยไม่สามารถวาปรถออกได้ และด้วยการนำเสนอรูปแบบการเล่นที่แปลกใหม่สมจริง Mudrunner จึงกลายเป็นเกมที่มีกระแสวิจารณ์ไปในทิศทางที่ดีเยี่ยมมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามในเวอร์ชั่นของ MudRunner Mobile ที่เป็นการพอร์ตลงให้กับโทรศัพท์มือถือ ลายละเอียดต่าง ๆ ภายในเกมจึงถูกปรับแก้ไขให้ลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของพื้นผิวโคลนที่ไม่ได้แสดงลายละเอียดออกมาได้สมจริงเหมือนในเวอร์ชั่นคอมพิวเตอรื แต่เนื้อหาสำคัญ ๆ ต่างจะถูกมาลงไว้ให้ครบทั้งหมด ตั้งแต่โหมดภารกิจที่ผู้เล่นต้องขับรถไปให้ถึงจุดต่าง ๆ ตามเป้า โหมด Free Game ที่มีไว้ขับรถเล่นโดยไม่มีจุดหมายอะไรบนแผนที่ขนาดใหญ่ รถนานาชนิดที่มีให้เลือกตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมด้วยการเลื่อกพ่วงท้ายหลากรูปแบบมาให้บรรทุกวัสดุขึ้นเขาไปด้วยสำหรับสายนักเล่นสวมบทบาท 

Spintires MudRunner Mobile

ใครที่สนใจและชื่นชอบเกมขับรถเหมือนจริงสไตล์ Simulation สายลุยป่า ก็สามารถหาโหลด MudRunner Mobile มาเล่นได้แล้วบน Google Play ซึ่งรับรองได้ว่าใครที่ทำงานเกี่ยวกับการขับรถส่งของในพื้นที่ทุรกันดาร หรือเป็นสาวกชาวออฟโร้ดอยู่แล้ว จะต้องอินกับการเล่นเกมนี้ผ่านอุปกรณ์แบบพกพาอย่างแน่นอน

Spintires MudRunner Mobile



เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

สานฝันการเป็นนักแข่งรถได้ถึงบ้านกับเกม Gran Turismo Sport

Gran Turismo Sport

หลังจากทำหน้าที่เป็นวิดีโอเกมมอบความบันเทิงมาอย่างยาวนาน ในที่สุด Gran Turismo ซีรี่ย์เกมแข่งรถเหมือนจริงที่สุด ก็ได้ขยับตนเองให้ก้าวเข้ามาสู่วงการ e-sport ได้อย่างเต็มตัวเสียที ผ่านการนำเสนอระบบการเล่นที่มีลายละเอียดขึ้น ประกอบการงานภาพที่ได้รับการพัฒนาให้รันออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยมีมา ชนิดเห็นแล้วยังแทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าเครื่อง PS4 จะยังคงสามารถประมวลผลภาพออกมาได้ดีถึงขนาดนี้ 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เกมแข่งรถเหมือนจริงภาคใหม่อย่าง Gran Turismo 7 ยังไม่มีประกาศการระบุวันวางจำหน่ายที่แน่นอน ประกอบกับการเผยว่าตัวเกมจะลงให้เฉพาะเครื่อง PS5 เท่านั้น ทำให้เหล่าผู้ครอบครอง PS4 คงเหลือทางเลือกแค่การเก็บเงินซื้อคอนโซลใหม่เท่านั้น แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนเครื่อง ( กระเป๋าเงินแห้งอยู่ ) Gran Turismo Sport ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่ยังคบหากันอยู่ได้อีกนานแน่นอน 

Gran Turismo Sport

Gran Turismo Sport

แม้จะเป็นภาคที่เปิดตัวต่อจากภาค 6 แต่ทางผู้พัฒนาอย่าง Polyphony Digital กลับเลือกที่จะปัดเลข 7 ออกแล้วเลือกใส่คำว่า ” Sport ” ลงไปแทน เพราะเนื้อหาหรือรูปแบบการเล่นในภาคนี้จะค่อนแตกต่างและพิเศษยิ่งกว่าภาคก่อน ๆ เนื่องจากเป็นภาคที่เน้นออกแบบมาเพื่อรองรับการแข่งขัน e-sport ซึ่งได้รับการรองรับมาตรฐานโดย FIA ( สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ ) ดังนั้นเนื้อหาการเล่นไปจนถึงระบบต่าง ๆ จะเอื้อต่อการสนับสนุนการแข่งขันอย่างจริงจังมากที่สุด 

ส่วนระบบการเล่นต่าง ๆ ยังคงล้วนได้รับการปรับปรุงมามาให้ได้มาตรฐานตามสไตล์ของ Gran Turismo ที่คร่ำหวอดวงการเกมแข่งรถเหมือนจริงมาในทุก ๆ ภาค เพื่อให้ผู้เล่นดึงทักษะการขับขี่และความรู้เรื่องรถนำออกมาใช้ให้มากที่สุด ซึ่งในเรื่องพวกนี้เราคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรให้เสียเวลา เพราะชื่อเสียงด้านนี้ล้วนต่างเป็นที่ยอมรับและทราบดีกันอยู่แล้ว

ส่วนความน่าสนใจของภาคนี้จะแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ โหมดออนไลน์ กับ โหมดออฟไลน์

Gran Turismo Sport

โหมดออนไลน์

โหมดออนไลน์ คือจุดที่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Gran Turismo Sport กลายเป็นภาคพิเศษแทนที่จะเป็นภาคที่ 7 เพราะสิ่งที่แตกต่างก็คือการเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ตัวเกมจะต้องต่อเน็ตแบบตลอดเวลา มีเพียงโหมด อาเขต เท่านั้น ที่สามารถเล่นได้โดยไม่พึ่งพาอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าหากไม่มีสัญญาณคุณก็จะไม่สามารถ save ข้อมูลต่าง ๆ ในโหมดออนไลน์ได้เลย

ขณะเดียวกันหากคุณไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ สังคมการแข่งขันบนโลกยานยนต์ในโหมด Sport ก็เป็นอะไรที่เปิดกว้างและรอต้อนรับคุณอยู่ตลอดเวลา เพราะภายในมีผู้เล่นทั่วโลกที่ต่างหาความสนุกกับการวัดระดับรถและทักษะการขับขี่กันอย่างคับคั่ง แถมยังมีการแบ่งคลาสเพื่อจัดกลุ่มผู้เล่นระดับต่าง ๆ ตั้งแต่คลาส E,D,C,B,A รวมไปถึงการแข่งขันแบบ Champion ship ที่มาเป็นตัวการันตีถึงความสามารถที่แท้จริงเฉพาะบุคคลนั้น ๆ อย่างไรก็ตามแม้เกมจะมีความจริงจังแต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาป่วนได้ง่าย ๆ เพราะในเกมมีระบบค่า DR ( Driver Rating ) กับค่า SR ( Sportsmanship Rating ) มาเป็นตัวกำกับ หากผู้เล่นคนไหนชนคู่แข่งในโหมด Sports บ่อย ค่า SR ก็จะถูกหักออกไปทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบพฤติกรรมล่วงหน้าของเพื่อนรวมห้องได้นั่นเอง

แต่ถ้าไม่อยากซีเรียสอะไรมากเกมก็ยังมีโหมด Lobby ที่คุณสามารถสร้างห้องและตั้งกฏกติกาได้ตามใจสำหรับเล่นกับคนรู้จัก หรือถ้าเบื่อ ๆ จะเข้าไป Join กับ Lobby ห้องคนอื่นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

Gran Turismo Sport

โหมดออฟไลน์

แม้ อาเขต จะไม่ได้เชื่อมต่อกับสังคมภายนอก แต่ผู้เล่นก็ยังเพลิดเพลินกับโหมดมากมายที่มีมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น Single Race ( แข่งกับบอท ), Time Trial ( แข่งทำเวลา ) , โหมด Drift โหมดทำภารกิจ และยังมีระบบแบ่งหน้าจอมาไว้เล่นกับเพื่อนได้อีกด้วย ซึ่งหลัก ๆ แล้วโหมดนี้จะเหมาะสำหรับเล่นเก็บเลเวลหรือเล่นเพื่อปลดล็อครถใหม่เป็นหลักมากกว่า 

นอกจากนี้แล้วเกมแข่งรถเหมือนจริงภาคใหม่อย่าง Gran Turismo Sport ยังเป็นเกมที่พยายามนำเสนอเรื่องการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการยกระดับงานภาพให้สวยงามมากกว่าเกมไหน ๆ ผ่านการนำเสนอบนโหมดถ่ายภาพที่ทุกแสงเงาล้วนมีการประมวลผลออกมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อที่ผู้เล่นจะสามารถนำรถคันโปรดมาถ่ายกับฉากสถานที่แห่งต่าง ๆ บนโลกที่เกมจัดมาให้ได้ตามต้องการ รวมไปถึงการรองรับ PSVR ที่จะทำให้ทุกการขับขี่ของคุณได้รับอรรถรสแบบเต็มประสิทธิภาพ

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

เกิดมาเพื่อจับพวงมาลัย กับ 4 เกมรถแนว Simulator ชื่อดังที่เหมาะสำหรับเล่นร่วมกับอุปกรณ์เสริมมากที่สุด

เพราะรถกับความเร็วคือความฟันที่ผู้ชายหลายคนต่างหลงใหล แต่เพราะเรื่องของค่าใช้จ่ายที่กลายเป็นกำแพงให้บางคนยากแก่การเอื้อมรถในฝันเหล่านี้ โดยเฉพาะ feeling การขับขี่ที่ถือเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงหากไม่เคยได้ลองขับมันจริง ๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวงการเกม Simulator ที่ไม่ได้มอบแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังสามารถจำลองสภาพแวดล้อมการขับขี่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมในแบบฉบับเกมแข่งรถเหมือนจริง ทำให้เหล่าชายช่างฝันทั้งหลายไม่ต้องหาเงินมาถอยรถเป็นคัน ก็สามารถเข้าถึงฟิลการขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนเกมที่ได้ชื่อว่าเป็นเกมระดับแนวหน้าในวงการเกมแข่งรถเหมือนจริงมีอยู่ด้วยกันดังต่อไปนี้

Gran Turismo

1.Gran Turismo

เป็นเกมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของวงการ ถึงความเป็นตำนานที่บุกเบิกแนวเกม Simulator มาตั้งแต่ยุค PS1 ซึ่งตัวเกมก็ยังคงแนวแน่ในการนำเสนอเนื้อหาจำลองการขับขี่ออกมาให้สมจริงมากที่สุด รวมไปทั้งการปรับแต่งรถ และรูปแบบการเล่นในสนามที่จำลองมาจากสถานที่ชื่อดังต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น จนกระทั่งในปี 2017 ตัวเกมก็ได้ออกภาค Sport โดยมันถือเป็นภาคแรกที่เน้นการทำขึ้นเพื่อแข่งขันกันในเวที E-sports โดยเฉพาะ ภายใต้การร่วมมืออย่างเป็นทางการของ FIA ( สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ ) ส่วนภาคใหม่ล่าสุดอย่าง Gran Turismo 7 ก็กำลังจะออกตามมาในปี 2021 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

Forza

2.Forza

ว่ากันว่ามันเป็นเกมที่ทำมาเพื่อแข่งขันกับ Gran Turismo โดยตรง แถมยังเป็นเกมแข่งรถสมจริงที่ทำมาสำหรับ Xbox ด้วยอีกต่างหาก ( Gran Turismo ทำมาสำหรับ Playstation ) ซึ่งหลาย ๆ อย่างของตัวเกมค่อนข้างมีความใกล้เคียงกัน ต่างกันตรงที่ Forza มีซี่รี่ย์แยกอย่าง Forza Horizon ที่เป็นภาคสำหรับให้ผู้เล่นได้ซิ่งกันนอกสนาม ภายใต้ลายละเอียดการขับขี่ที่ยังคงความสมจริงเหมือนอยู่เช่นเดิม

DiRT Rally

3.DiRT Rally

นับเป็นเกมที่เหมาะสำหรับการใช้อุปกรณ์เสริมมากที่สุด เพราะความโหดหินของระบบการตัวเกมที่ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องใช้ทักษะการขับขี่ขั้นสูงในการประคองรถเพื่อไม่ให้รถไป ” ชน ” หรือ ” พลิกคว่ำ ” ตกข้างทาง เนื่องจากรูปแบบการแข่งจะเป็นการแล่นบนเส้นทางคดเคี้ยวอันสุดหฤโหด ดังนั้นการใช้จอยคอนโทรลเลอร์และคีย์บอร์ดอาจทำให้การทำเวลาในสนามของคุณ ไม่ได้เข้าถึงความมันส์มากเท่าที่ควร 

Spintires

4.Spintires

หากจะเรียกว่าเกมแข่งรถอาจจะไม่ตรงตัวซะทีเดียว เพราะเนื้อหาหลักของเกมนี้คือการพารถไปให้ถึงยังจุดมุ่งหมายของภารกิจ แต่สิ่งที่ทำให้มันได้มาอยู่ในบทความนี้ ก็คือความเหมาะสมในการเล่นผ่านชุดอุปกรณ์เสริมชุดจอยพวงมาลัย เนื่องจากความโดดเด่นของตัวเกมคือระบบการขับขี่บนเส้นทางแบบ ” ออฟโรด ” ที่จะพาไปรู้จักกับความท้าทายในการขับขึ้นเขาลุยโคลน ฝ่าอุปสรรคเส้นทางต่าง ๆ กลางป่าเขา ภายใต้กฎฟิสิกส์อันสมจริง ดังนั้นการหันทิศทางพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งให้ตรงจังหวะ จึงเป็นสิ่งที่ให้ฟิลการขับขี่ที่ดีกว่าอย่างแน่นอน เพื่อที่จะข้ามสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ระหว่างทางได้สะดวก

 

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

BMW S1000RR สุดยอดซุปเปอร์ไบค์พันธุ์ดุราคาหลักล้าน

BMW S1000RR สุดยอดซุปเปอร์ไบค์พันธุ์ดุราคาหลักล้าน

BMW S1000RR
ภาพจาก : 9carthai

BMW S1000RR คือรถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ ในคลาสสปอร์ตไบค์ (Sport Bike) หรือรถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบโดยมีต้นแบบมาจากรถแข่ง ผลงานจากค่าย BMW ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2009 และก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากไบค์เกอร์ทั่วโลก และในครั้งนี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจของรถบิ๊กไบค์รุ่นนี้มาฝากดังต่อไปนี้ 

ทำความรู้จัก BMW S1000RR ให้มากขึ้น

BMW-S-1000-RR
ภาพจาก : 9carthai
2019-bmw-s1000rr
ภาพจาก : motorival
ตั้งแต่เปิดตัว BMW S1000RR ครั้งแรกเมื่อปี 2009 ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็มีการปรับปรุงและปรับโฉมเพื่อความสมบูรณ์แบบของ ซุปเปอร์ไบค์ รุ่นนี้มาตลอด เช่น เมื่อปี 2019 ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ก็มีการปรับโฉมใหม่หมดในชื่อ All New BMW S1000RR ซึ่งถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของ รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ โดยการปรับโฉมครั้งล่าสุดได้เน้นจุดเด่นในเรื่องของความแรงและเร็วมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ปลอดภัยของบรรดาไบค์เกอร์ด้วยเช่นกัน ทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เส้นทางธรรมชาติอย่างในป่า ภูเขา ที่ยากลำบาก ก็สามารถพาไปบุกตะลุยได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจและเกร็ดน่ารู้ของ BMW S1000RR ที่ได้รวบรวมมาฝากในหัวข้อถัดไปนี้

7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ BMW S1000RR

  1. BMW S1000RR มีโหมด การขับขี่ถึง 4 โหลด คือ Wet การขับขี่บนถนนที่ลื่นหรือตอนฝนตก, Road โหมดการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป, Dynamic โหมดที่เน้นการยึดเกาะถนน และ Race คือโหมดการขับขี่เสมือนแข่งขันในสนาม อีกทั้งยังติดตั้งระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก ซึ่งแบ่งเป็น 2 โหมดย่อยคือ Race ABS และ ABS Pro เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกปรับเปลี่ยนการควบคุมให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่ของตัวเองมากที่สุด
  2. ระบบเครื่องยนต์ในรุ่นปรับโฉมล่าสุดมีการพัฒนา จากเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 CC ของรุ่นแรกที่เปิดตัว ก็ได้มีการติดตั้งระบบ Shiftcam เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและสมูธกว่าแบบเดิม มีพละกำลังความแรงมากขึ้นกว่าเดิม และค่ามาตรฐานไอเสียก็ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
  3. สมรรถนะเครื่องยนต์กำลังสูงสุดอยู่ที่ 207 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ช่วยเสริมสมรรถนะในการขับขี่และการเร่งความเร็วได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกรูปแบบของท้องถนน โดยมีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 299 กม./ชม.
  4. All New BMW S1000RR มี 2 โทนสีให้คนรัก ซุปเปอร์ไบค์ ได้เลือก นั่นคือ สีแดง (Racing Red) ราคา 1,020,000 บาท กับสีน้ำเงิน-ขาว (ight White /Racing Blue Metallic) ราคา 1,050,000 บาท
  5. หน้าปัดเรือนไมล์ของ BMW S1000RR เป็นจอแสดงผล TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นในการขับขี่ทุกอย่าง สามารถเลอกใข้งานหน้าจอได้ทั้งแบบ Pure Ride Screen หรือ Core Ride Screens แบบสามหน้าจอพร้อมกัน ที่สำคัญคือระบบ Multicontroller เลื่อนหน้าจอขึ้นลงเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ที่ต้องการขณะขับขี่ได้โดยไม่ต้องปล่อยมือจากแฮนด์บาร์
  6. โครงสร้างตัวถังของรถซุปเปอร์ไบค์รุ่นนี้เรียกว่า Bridge Type frame ที่มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับ จึงทำให้การขับขี่มีความสมูธและคล่องตัว อีกทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าของสปริงได้ เพื่อให้รถทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่ง มีความบาลานซ์อยู่เสมอและตอบสนองอย่างแม่นยำระหว่างการชับชี่ โดยเฉพาะในระยะทางไกลที่ต้องเดินทางต่อเนื่องเป็นเวลานาน 
  7. ระบบการเคลื่อนที่และล้อรถมีกการกระจายน้ำหนักระหว่างล้อและความสามารถในการรับน้ำหนักที่ได้รับการพัฒนาในรุ่นล่าสุดด้วยระบบที่เรียกว่า Full Floater Pro ที่มีส่วนช่วยเสริมให้สมรรถนะช่วงล่างของล้อหลังมีการทำงานที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม และส่งผลให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้นจากการควบคุมรถและการยึดเกาะถนนที่แม่นยำยิ่งในทุกสภาวะถนนและเส้นทางการขับขี่
  8. นอกจากการพัฒนาด้านสมรรถนะเครื่องยนต์แล้ว BMW ก็ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อรองรับสรีระของผู้ขับขี่ด้วย เช่น จุดสัมผัสระหว่างผู้ขับและตัวรถ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สอดรับกับองศาระหว่างผู้ขับขี่ ระยะของมือจับทั้งสองข้าง เบาะนั่งและที่พักเท้า ให้มีความสมดุลและต้องอยู่ในท่วงท่าที่สบายที่สุดตลอดการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางรูปแบบใดหรือเป็นระยะทางไกลแค่ไหนก็ตาม
BMW-S-1000-RR-3
ภาพจาก : 9carthai
BMW-S-1000-RR
ภาพจาก : 9carthai
Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

7 รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจแห่งปี 2021 

7 รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจแห่งปี 2021 

ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางยานยนต์ให้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้แบบ 100% หรืออาจจเรียกสั้นๆ ว่า รถยนต์ EV กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถทั่วโลกและดูแนวโน้มในอนาคตน่าจะเป็นรถยนต์ที่มาแทนการใช้น้ำมันได้ไม่ยาก เพราะมีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการลดมลภาวะทางอากาศ เรียกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2021 นี้ก็มีรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายค่ายผู้ผลิต หลายแบรนด์ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

แนะนำ รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าสนใจและมาแรงจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ในปี 2021

Mazda MX-30

Mazda MX-30
ภาพจาก : blognone

ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของมาสด้าที่ทางค่ายได้พัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มความต้องการรถยนต์ EV มากขึ้น จุดเด่นที่มาสด้านำเสนอก็คือประสิทธิภาพการขับขี่เป็นระยะเวลายาวนานต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง เช่น การเดินทางในชีวิตประจำวันสามารถใช้ได้วันละ 50 กิโลเมตร เหมาะกับการใช้งานอย่างขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน โดยสามารถชาร์จพลังงานจาก 0-80 % ได้ภายในเวลา 30-40 นาที และมีแผนที่จะเริ่มจำหน่ายในประเทศอังกฤษภายใต้ชื่อ Mazda MX-30 First Edition ตั้งแต่ปี 2021 นี้

Nissan Leaf

Nissan Leaf
ภาพจาก : mthai

สำหรับรถยนต์ EV จากนิสสันรุ่นนี้ เป็นรุ่นแรกๆ ที่มีการจำหน่ายในประเทศไทย ในราคาประมาณ 1,490,000 บาท โดยมีสมรรถนะเด่นๆ คือ ชุดมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 311 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง เติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการเสียบปลั๊กชาร์จไฟ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจนั่นคือ แป้น e-Pedal ที่สามารถเร่งและเบรกได้ในแป้นเดียว แต่อย่างไรก็ตามแป้นเหยียบเบรกปกติก็ยังคงติดตั้งมาให้ด้วยเช่นกัน 

Honda E 2021 

Honda E 2021 
ภาพจาก : thaidriving

รถยนต์ไฟฟ้า จากฮอนด้าที่ล่าสุดเพิ่งจะได้รับรางวัล Most Beautiful Interior 2021 หรือรถที่มีการออกแบบห้องโดยสารภายในได้สวยงามที่สุดจากงาน Festival Automobile International ประเทศฝรั่งเศส ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์และการขับขี่ รถยนต์รุ่นนี้ก็ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและมีเอกลักษณ์โดดเด่นน่าสนใจสไตล์ฮอนด้า แต่น่าเสียดายที่เมืองไทยจะยังไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายเร็วๆ นี้ ส่วนประเทศที่มีการจำหน่ายแล้วก็ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น

BMW i3s

BMW i3s
ภาพจาก : autodeft

เป็น รถยนต์ EV อีกรุ่นที่มีการจำหน่ายในไทยมาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันมีราคาประมาณ 2,230,000 บาท ซึ่งความน่าสนใจของรถยนต์จากค่าย BMW รุ่นนี้ก็คือ โครงสร้างตัวถึงที่มีน้ำหนักเบาให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ทันสมัย เป็นรถยนต์ประเภทแฮชแบ็คที่มีดีไซน์กะทัดรัดโดดเด่นสะดุดตา ด้านสมรรถนะการขับขี่เป็นระบบ eDrive มอเตอร์ไฟฟ้า สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 280 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC อีกทั้งยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ = 0 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของ BMW i3S

Kia Soul EV

Kia Soul EV
ภาพจาก : chademocharge

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจาก เกียร์ (Kia) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้ กับรถยนต์ EV 100% ที่เข้ามาทำตลาดในไทยรุ่นนี้ ความโดดเด่นก็คือ กำลังสูงสุดที่ 204 แรงม้า กับระยะทางที่รถวิ่งได้ไกลมากที่สุดประมาณ 452 กิโลเมตร ชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง ด้านรูปโฉมของรถทั้งภายนอกภายในก็ได้รับการออกแบบมาอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ดีไซน์เส้นสายที่โค้งมนเข้ากับตัวรถ ไฟหน้าแบบ Projector Lens และความบันเทิงภายในห้องโดยสารอันหรูหราทันสมัย

Hyundai Ioniq Electric

Hyundai Ioniq Electric
ภาพจาก : electrive

อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากประเทศเกาหลี มีระบบชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ 3 แบบ คือ แบบทริกเกิ้ล(ปลั๊กเสียบตามบ้าน) แบบธรรมดา (Wall Box) และ แบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ก็มีกำลังสูงสุดที่ 120 แรงม้า และในการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 280 กิโลเมตร เหมาะกับการขับขี่ระยะทางไกลเป็นย่างมาก นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยในการขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ควบคุมความเร็วอัจฉริยะ (Smart Cruise Control)

Mini Electric 

Mini Electric 
ภาพจาก : topgear

ก็คือรถยนต์มินิคูเปอร์ในรูปแบบ รถยนต์ไฟฟ้า หรือมีชื่อรุ่นอีกชื่อหนึ่งว่า MINI Cooper SE  โดดเด่นทั้งการดีไซน์ในสไตล์ของรถมินิที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านเครื่องยนต์และสมรรถนะการขับขี่ก็ได้รับการพัฒนาโดย BMW Group ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และในการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดประมาณ 217 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีอัตราเร่งความเร็วจาก 0-60 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.9 วินาที เท่านั้น 

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

 McLaren 720S สุดยอดซุปเปอร์คาร์ของคนรักความเร็ว

McLaren-720
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S หรือ “แม็คลาเรน” รุ่น 720S คือรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษที่ได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ จากรถแข่งฟอร์มูลาวันเข้ามาใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อความแรงและเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำไปขับขี่บนท้องถนนทั่วไปได้โดยมีทั้งรูปลักษณ์แบบคูเป้และโรสเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ก็จะพาไปทำความรู้จักกับรถยนต์รุ่นนี้ที่เป็นรถในฝันของใครหลายคนในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

สมรรถนะและความโดดเด่นของ McLaren 720S

McLaren 720S เป็นสปอร์ตคาร์รุ่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อแทนแม็คลาเรนรุ่น 650S เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์เมื่อวันที่ 7มีนาคม ปีค.ศ. 2017 สร้างขึ้นจากคาร์บอนโมโนโคค (Monocage) ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมากขึ้น ตัวถังได้รับการออกแบบบเพื่อความลู่ลมมากกว่ารุ่น 650S อีกทั้งสปอยเลอร์ด้านหลังรูปร่างคล้ายปีกที่สามารถยกตัวอัตโนมัติได้สามระดับตามความเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราความลู่ลมแล้วและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรคได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพในการเบรกที่ดังกล่าว ส่งผลให้แม็คลาเรนรุ่นนี้ เบรคจากความเร็วจาก 200 กม./ชม. มาหยุดนิ่งทันทีภายในเวลาเพียง 4.6 วินาที กำลังเครื่องแรงถึง 720 แรงม้า และในส่วนของสมรรถนะความเร็ว สามารถเร่งความเร็วไปที่ 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.8 วินาที และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 341 กม. / ชม.  ยังมาพร้อมกับ Variable Drift Mode ซึ่งควบคุมการควบคุมเสถียรภาพเพื่อช่วยในการดริฟท์รถ

ภายในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบอย่างหรูหรามีระดับด้วยวัสดุหนังแท้และชิ้นส่วนอะลูมิเนียมคุณภาพเยี่ยม บวกกับแผงคอนโซลทรงตั้งและเทคโนโลยีจอแสดงผลแบบ Folding Driver Display ที่มีฟังก์ชันพับเก็บได้แต่ยังแสดงข้อมูลที่จำเป็นซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยขณะขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

McLaren-720S
ภาพจาก : grandprix

McLaren 720S รุ่นพิเศษ Special Edition

ตั้งแต่เปิดตัว  McLaren 720S ในปี 2017 เป็นต้นมา หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารถสปอร์ตในซีรีส์เดียวกันเป็นรุ่นพิเศษหรือ Special Edition ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น

McLaren 720S Le Mans Special Edition รุ่นนี้ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันรายการ Le Mans ของรถแข่งฟอร์มูล่าวัน (F1) GTR เมื่อปี 1995 ความพิเศษคือ หมายเลขตัวถังของรถสปอร์ตรุ่นนี้จะเริ่มต้นด้วย ด้วย 298 ซึ่งเป็นจำนวนรอบที่รถแข่ง F1 GTR ทำได้ในการแข่งขันครั้งนั้นนั่นเอง โดยจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 50 คันทั่วโลก โดยและมีให้เลือก 2 สี คือ สีส้ม McLaren Orange และสีเทา Sarthe Grey

McLaren 720S Spider เปิดตัวในเดือนธันวาคมปี 2018 ในรูปลักษณ์แบบซุปเปอร์คาร์เปิดประทุน ตัวถังโรสเตอร์ และยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุตัวถังให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ส่วนของหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์บวกกับเทคโนโลยี Electrochromic Glass ที่ทำให้หลังคากระจกสามารถปรับระดับแสงที่ส่องผ่านได้แบบอัตโนมัติและใช้เวลาในการเปิด-ปิดราวๆ 11 วินาที เท่านั้น โดยรวมแล้ว ความโดดเด่นจะอยู่ที่รูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และทำความเร็วสูงสุดขณะเปิดหลังคาที่ 325 กม./ชม.

McLaren 720S GT3 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Pebble Beach Concours d’Elegance ปี 2018 สำหรับรุ่นนี้ได้มีการพัฒนาด้านวัสดุและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Chassis Carbon Fiber ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งความแข็งแกร่งสูงและในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบาภายใต้รูปลักษณ์แบบรถสปอร์ตสุดหรูทั้งภายนอกภายใน อีกทั้งยังมีการยกระดับสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ชื่อว่า Race-Prepared Version สำหรับคนที่ชอบความเร็วเสมือนได้ขับรถในสนามแข่งพร้อมทั้งสามารถขับขี่บนเส้นทางปกติทั่วไปได้ด้วย

McLaren 765LT เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2020 เป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในด้านการพัฒนาสมรรถนะทุกๆ ด้านจากโครงสร้างของ 720S ตั้งแต่ น้ำหนักที่เบากว่า McLaren 720S ถึง 80 กิโลกรัม ส่งผลให้ความเร็วและแรงของสปอร์ตคาร์รุ่นนี้ สามารถทำอัตราเร่ง จาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของรถก็อยู่ที่ 330 กม./ชม. และเนื่องจากเป็นรุ่น Special Edition จึงจำกัดจำนวนผลิตและจำหน่ายทั่วโลกแค่ 765 คันเท่านั้น

และนี่ก็คือความน่าสนใจของ McLaren 720S ซุปเปอร์คาร์เจ้าแห่งความเร็วที่มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งก็คือ การนำเทคโนโลยีที่ใช้กับรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ เหล่านี้ ให้คนรักรถและรักความเร็วมีโอกาสได้สัมผัสกับซุปเปอร์คาร์ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะความเร็วบนท้องถนนอย่างเร้าใจ

Categories
บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Logitech G25 G27 G29 DFGT ต่างกันไหม ?

มาดูวิวัฒนาการของพวงมาลัยรุ่นยอดนิยมกัน

ในปี 2006 คือจุดเริ่มต้นยุคทองของจอยพวงมาลัย Logitech หลังจากได้ผลิตพวงมาลัยออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาได้ตีตราชื่อ “GT” จาก License เกมส์ยอดนิยม “Gran Turismo” ในรุ่นแรกของซีรีส์ Driving Force จากรุ่น “GT Force”(2001) พวกเขาได้สร้างมาตราฐานใหม่ให้กับจอยพวงมาลัย ในชื่อรุ่น Logitech G25

สำหรับเจ้าพวงมาลัยรุ่นนี้ ค่อนข้างได้รับความอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีความทนทานสูง ใช้วัสดุชั้นดีหุ้มหนังที่ตัวพวงมาลัยและคันเกียร์ แถมยังมีแป้นคลัชพร้อมเกียร์แยกมาให้ด้วย!

ซึ่งในยุคนั้นคู่แข่งสำคัญยังมีเพียงแค่ Fanatec เท่านั้น แต่ทว่า Fanatec ในตอนนั้นยังคุมเรื่อง Quality control ไม่ค่อยดีสักเท่าไร(แม้จะขึ้นชื่อว่าผลิตในเยอรมันก็เถอะ!) มีปัญหาจุกจิกในการใช้งานเยอะ แถมยังไม่ค่อยทนมือทนเท้า(ตีน)เหมือนรุ่นปัจจุบัน ทำให้ Logitech มองเห็นช่องว่างนั้นและอุดมันด้วยจอยพวงมาลัยราคา 299$ ซะเลย!

Logitech G25

ซึ่งสเปคสำคัญของเจ้า LogitechG25 ในยุคนั้น (ปี 2006) ถือว่าค่อนข้าง Hi-End พอสมควร(รวมไปถึงราคาด้วย)

Logitech G25 Specifications
-พวงมาลัยขนาด 11 นิ้ว (270mm) หุ้มด้วยหนังแท้
-สามารถหมุนได้ 900 องศา
-มีระบบ Force Feedback ทำงานด้วยมอเตอร์ 2 ตัว
-ทดกำลังด้วยระบบเฟือง
-มี 2 Paddleshifter ที่พวงมาลัย
-มีเกียร์แยก สามารถปรับเป็น Sequential Shifter หรือ H-Pattern ได้
-มีแป้นเหยียบ คลัช/เบรก/คันเร่ง (สปริงธรรมดา กดลงไปจังหวะเดียว)
-ใช้ Sensor แบบ Optical
-สามารถล๊อคโต๊ะได้ด้วย Clamp ในตัว หรือใช้ Hard mount ด้วย Screw/Bolt ขนาด M6 ได้

จัดว่าเป็นสเปคที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ถ้าให้เทียบกับคู่แข่งที่เป็นสายพานอย่าง Fanatec ที่ขายแยกชิ้น และราคารวมทั้งชุดยังสูงกว่าในยุคนั้น (Fanatec Porsche 911 รวมทั้ง Set จะประมาณ 350$) ถึงแม้ G25 จะเป็นระบบเฟือง แต่ในเรื่องความสเถียรในการใช้งาน และมี Software ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค ทำให้จอยพวงมาลัยรุ่นนี้เข้าไปอยู่ในบ้านของผู้เล่นสาย Race Simulation ได้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน (เพราะมันไม่ยอมพังด้วยนั่นแหละ 😁)

Fanatec Porsche 911 Turbo Wheel

ถัดมาในปี 2007 ทาง Logitech ก็ได้ออกพวงมาลัยน้องใหม่ซึ่งกลายเป็นรุ่นยอดนิยมอีกรุ่น Logitech Driving Force GT (DFGT) ที่มีการลดสเปคลง เหลือเพียงมอเตอร์ตัวเดียว รวมถึงตัดเอาแป้นเหยียบ Clutch และเกียร์แยกออก ถึงกระนั้น แม้ออฟชั่นจะดูกระจ้อยร่อย แต่จอยรุ่นนี้ถือว่าทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี ให้ฟิลลิ่งที่แทบจะไม่ต่างกับ G25 รวมถึงเสียงรบกวนในการใช้งานด้วย (เสียงเฟืองขบกัน)

ที่สำคัญ ราคาเป็นมิตรกับผู้บริโภคมากด้วย (ราคาเปิดตัวราวๆ 150$) เรียกได้ว่า DFGT นี้เป็นจอยรุ่น Budget ที่ถูกและคุ้มค่าตัวมากที่สุดตลอดกาล จนแทบจะหาใครมาโค่นตำแหน่งนี้ลงไม่ได้เลย (ยกเว้นเขาจะโค่นมันลงด้วยตัวเอง จากการเลิกผลิตมันซะ เพราะการมาถึงของ PS4(2013) ที่จอยรุ่นนี้จะไม่สามารถ Support Platfrom PS4 และในที่สุด พวกเขาก็หยุดการผลิตลงไปในปี 2015 พร้อมกับ Logitech G27 )

มาถึง Logitech G27 ตัวยอดนิยมตลอดกาล(อีกแล้ว) ถึงขนาดเคยมีคนพูดว่า “ถ้าคุณเป็นแฟนเกมส์ Racing ตัวจริง ต้องมี G27 ติดบ้าน”

สำหรับเจ้าตัวนี้ได้รับการอัพเกรดเป็นระบบเฟืองแบบใหม่ “Helical Gear” หรือเฟืองเกียร์แบบตัดเฉียง ซึ่งสามารถลดเสียงรบกวนขณะใช้งานลงได้เยอะมาก โดยเฉพาะในตอนที่หักพวงมาลัยสู้แรง จะไม่มีเสียงดังฟี๊ดๆ แกร๊กๆ เหมือนอย่าง G25 และ DFGT แล้ว (แต่ก็ยังมีเสียงตอนกระแทกแรงๆอยู่บ้าง) แถมยังมีไฟ LED Shifter ที่ด้วยพวงมาลัยเพิ่มมาด้วย แต่ในรุ่นนี้ Logitech ตัดเอาระบบเกียร์ Sequential ออกไปซะแล้ว (แย่จัง)

Logitech G27

Logitech G27 Specifications
-พวงมาลัยขนาด 11 นิ้ว (270mm) หุ้มด้วยหนังแท้
-สามารถหมุนได้ 900 องศา
-มีระบบ Force Feedback ทำงานด้วยมอเตอร์ 2 ตัว
-ทดกำลังด้วยระบบเฟือง Helical Gear
-มี 2 Paddleshifter ที่พวงมาลัย
-มีเกียร์แยกแบบ H-Pattern Shifter
-มีแป้นเหยียบ คลัช/เบรก/คันเร่ง (สปริงธรรมดา กดลงไปจังหวะเดียว)
-ใช้ Sensor แบบ Optical
-มีไฟ LED Shifter ที่พวงมาลัย
-สามารถล๊อคโต๊ะได้ด้วย Clamp ในตัว หรือใช้ Hard mount ด้วย Screw/Bolt ขนาด M6 ได้

สำหรับฟิลลิ่งของ Force Feedback นั้น ไม่ต่างจาก G25 หรือ DFGT มากนัก (สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเลย จะแทบแยกไม่ออกครับ ว่ามันต่างกันยังไง) แต่สิ่งที่ได้อัพเกรดสำหรับรุ่นนี้ ที่มองเห็นได้ชัดเจน จะเป็นเรื่องของ H-Pattern Shifter ที่เปลี่ยนกลไกลใหม่ ให้รู้สึกแน่นขึ้นกว่าเดิม กับตัว Pad คันเร่งที่มีรูยึดเพิ่ม ที่สามารถปรับย้ายให้ห่างกันได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในเรื่องของการ DIY สำหรับ G27 นั้นเรียกได้ว่ามีครบเครื่องมาก เพราะเป็นพวงมาลัยที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนัก DIY ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพวงมาลัยเป็นพวงรถจริง หรือถอดแป้นเหยียบมาทำเป็นแบบกลับหัว หรือแม้กระทั้งการดัดแปลงวงจรเพื่อจ่ายระบบไฟเพิ่ม เพื่อเพิ่มแรง FFB และเปลี่ยนเบรกเป็นแบบ Load Cell

Load Cell Mod และแป้นกลับหัว

แต่สำหรับจุดด้อยของพวงมาลัยรุ่นนี้(รวมไปถึงรุ่นพี่อย่าง G25) ที่พบบ่อย มักจะเป็นในเรื่องของ Optical Sensor ที่ชอบหักหรือแตก ซึ่งหากใช้ไปนานๆ หรือเล่นจนร้อนมาก มักจะพบปัญหานี้กันทุกคน (ในปกติรุ่นนี้จะมีการผลิตออกมาเป็น 2 Gen ตัวแรกจะเป็นกล่องเขียวที่ใช้ Optical แบบ 60 รู และตัวรุ่นสองจะเป็นกล่องสีฟ้า ซึ่งใช้เป็น Optical แบบ 30 รู) ซึ่งเราสามารถรื้อมาเปลี่ยนอะไหล่จากที่เป็น Optical พลาสติกให้เป็นเหล็กได้

กล่องเขียวรุ่น 60 slot กล่องฟ้ารุ่น 30 slot
เปลี่ยนเป็นทองเหลืองไปเลย ใช้กันยาวๆ 😁

สำหรับเจ้าตัวนี้เรายังสามารถหาซื้ออะไหล่ได้ครับ ส่วนปัญหาอื่นๆจากการใช้งาน ก็จะมีกรณีที่ตัว Housing ของระบบเฟืองทดภายในแตกหัก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้จากการใช้งานที่รุนแรงเกินไป หรือนิสัยการชอบโหนตัวกับพวงมาลัยในระหว่างการลงไปนั่งครับ

และแล้วมาถึง Gen ล่าสุดอย่าง Logitech G29(PS4) และ Logitech G920(Xbox) ซึ่งผมจะให้นิยาม Gen นี้ว่า “รุ่นย้อมแมวขาย” 😂😂

Logitech G29 เหมี๊ยวๆ

หลังจากการเปิดตัวรุ่นนี้พร้อมกับการมาของ PS4 กับเกมส์ GT Sport ทำให้ทาง Logitech เลิกผลิตพวงมาลัยยอดนิยมอย่าง DFGT และ G27 ลงไป พร้อมทั้งขึ้นราคามาอีก 100$ และขายเกียร์แยก(ที่สเปคแย่กว่าเดิม)เพิ่มอีก และในล๊อตแรกๆที่ผลิต พบว่าตัวพวงมาลัยพังค่อนข้างสูงมากภายใน 1 ปี (หรือพังตอนหมดประกันพอดี) จนแทบจะกลายเป็นยุคมืดของ Logitech เลยทีเดียว

Logitech G29 Specifications
-พวงมาลัยขนาด 11 นิ้ว (270mm) หุ้มด้วยหนังแท้
-สามารถหมุนได้ 900 องศา
-มีระบบ Force Feedback ทำงานด้วยมอเตอร์ 2 ตัว
-ทดกำลังด้วยระบบเฟือง Helical Gear
-มี 2 Paddleshifter ที่พวงมาลัย
-มีเกียร์แยกแบบ H-Pattern ได้ (แต่ต้องซื้อเพิ่ม)
-มีแป้นเหยียบ คลัช/เบรก/คันเร่ง (สปริงเบรก มีลูกยางเพิ่มการเหยียบเป็น 2 ระดับ)
-ใช้ Sensor แบบ Hall effect Sensor
-มีไฟ LED Shifter ที่พวงมาลัย
-สามารถล๊อคโต๊ะได้ด้วย Clamp ในตัว หรือใช้ Hard mount ด้วย Screw/Bolt ขนาด M6 ได้
-รองรับ PS4/PS5

ใช่แล้วครับ สเปคนั้นแทบจะไม่ต่างกับรุ่นที่ออกมาในปี 2006 เลย ยกเว้นตัวพวงมาลัยที่เพิ่มความเป็น DFGT ลงไป พร้อม Sensor ใหม่แบบแม่เหล็ก(Hall Sensor) กับสปริงเบรกที่มีการเพิ่มลูกยางเข้าไป(ให้เป็น 2 จังหวะ) สำหรับตัวผมนั้นค่อนข้างที่จะผิดหวังในรุ่นนี้มาก เพราะแต่ก่อนแบรนด์ Logitech นี้แทบจะเป็นขวัญใจคนยาก(อย่างผม) กลับเพิ่มราคามาขนาดนี้ แต่ไม่ได้พัฒนาในเรื่องของแรง FFB เลย แถมยังเอาเกียร์แยกมาขายเพิ่มอีก

ลูกยางเดิมก็ไม่ค่อยดี ซื้อของ Mod ใส่ดีกว่า 5555

#WARNINGในบทความต่อไปนี้อาจะเต็มไปด้วย HateSpeech เกี่ยวกับผลิตภัณท์และแบรนด์นี้โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านให้มากๆ ถถถถถ

วันแรกที่ผมได้ลองสัมผัสมัน ผมเคยรีวิวไว้ว่ามันแย่มาก “อาจเป็นเพราะพวงมาลัยมันยังเพิ่งจะออกใหม่ๆ Firmware เลยยังไม่ค่อยดีล่ะมั้ง “ (ผมคิดในใจ) เลยทำให้ฟิลลิ่งมันไม่ต่างจากรุ่นเก่า จนกระทั่งในปี 2020 ผมยังสัมผัสได้เลยว่าฟิลลิ่งมันไม่มีการพัฒนาใดๆขึ้นมาเลย (5 ปีแล้วน๊าาาา!) ทั้งที่มันอัพเกรดจาก Optical Sensor เป็น Hall Effect (แม่เหล็ก) แล้ว มันน่าจะให้ความละเอียดได้มากกว่านี้เซ่!

แต่แล้วผมก็ได้ตระหนักว่า ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ทาง Logitech ควรอัพเกรดก็คือ ระบบเฟืองนั่นเอง!

“เพราะเจ้าระบบเฟืองนี่แหละที่เป็นตัวร้าย

GABBBB

ด้วย Mechanic การทำงานของมัน ระบบเฟืองจะมี GAP เล็กๆในระบบ ซึ่งทำให้เอกลักษณ์ของ Force Feedback พวงมาลัยประเภทนี้ มีความโหวงเหวง ว่างเปล่าในช่วงของ Deadzone เหมือนกันหมด (ช่วงที่พวงมาลัยตั้งอยู่ตรงกลาง) ซึ่งในปัจจุบัน มีผู้คนเริ่มสร้างจอยพวงมาลัยแบบ DIY จำลอง FFB กันขึ้นมาเองได้แล้ว ผมเห็นหลายคนใช้ Optical Encoder เป็น Sensor ให้พวงมาลัย และใช้สายพาน กลับพบว่าไม่มี Deadzone ที่โหวงเหวงเหมือนระบบเฟือง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าทาง Logitech ควรที่จะหันมามองระบบนี้มากกว่าระบบเฟืองได้แล้ว เพราะในปัจจุบันคู่แข่งใหญ่อย่าง Fanatec หรือ Thrusmaster ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบสายพานกันเกือบหมดทุกรุ่นแล้ว (แน่นอนว่าแหละว่าระบบเฟืองอาจจะอยู่ได้คงทนกว่า แต่สายพานถ้ามันหย่อนย้อยก็ถอดเปลี่ยนได้นิ?!)

Fanatec Porsche 911 เขาใช้กันมาเป็นสิบปีแล้วนะ!

จุดนี้ทำให้ผมมองว่า Logitech กำลังก้าวผิดทางจากการที่พยายามขายของที่แพง แต่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม(หรือลดลง) และพยายามโฆษณาว่ามันได้รับการอัพเกรด (รวมไปถึงการเลิกทำจอยพวงมาลัยราคาถูกอย่างรุ่น DFGT) ซึ่งตอนนี้ Logitech ได้ออกผลิตภัณท์ใหม่มาอีกตัวเป็นรุ่น G923 (Trueforce) ที่ยังใช้ระบบเฟืองทดเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนระบบภาคจ่ายไฟใหม่ และ Software Engine ใหม่ที่เรียกว่า “Trueforce”(lulforce) ซึ่งหลายเจ้าที่ได้รีวิวไปนั้น ยังบอกว่าฟิลลิ่งทั่วไปยังไม่ต่าง มีเพียงแค่ตอนเปิดระบบ Trueforce แล้วมีแรงบางอย่างเพิ่มเข้าไปบ้างแค่นั้น ไม่ได้ทำให้มันแตกต่างชัดเจนจากระบบเก่าๆเลย

ซึ่งในท้ายนี้ผมคงอยากจะบอกทุกท่านว่า ถ้าหากท่านกำลังมองหาจอยพวงมาลัยสักมาใช้สักตัว และกำลังมองหา “Logitech” ขอให้ท่านเลือกดูแค่ Platform ก่อนว่าท่านจะเล่นกับอะไร “PC/PS4/PS5/Xbox”

ถ้าหากท่านใช้ PC ก็ขอให้มองหาตัวเลือกที่เป็น G27 จะดีกว่า เพราะฟิลลิ่งโดยรวมนั้นไม่ต่างกัน และยังสามารถ Mod ได้ง่าย เพราะว่าของ Mod หาง่าย และมีขายกันทั่วไปในตลาด ส่วนท่านใดที่ใช้ Console ก็ขอให้เลือกใช้จอยพวงมาลัยตามสเปคเขาแนะนำก็แล้วกันครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเล่นจอยพวงมาลัย

แอดเหมียว