สินค้า simulator

กิจกรรม

การแข่งขัน

แนะนำอุปกรณ์

ทดลองอุปกรณ์

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า Aion รถยนต์ประหยัดพลังงานสุดพรีเมียม ในราคาสบายกระเป๋า

รถไฟฟ้า Aion

เปิดตัวต้อนรับยุคแห่งพลังงานสะอาดกันไปอีกหนึ่งแบรนด์ กับรถไฟฟ้าจากแบรนด์สัญชาติจีนอย่าง Aion ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทยักษ์ใหญ่ Guangzhou Automobile Group และด้วยความพยายามเพื่อการพัฒนารถไฟฟ้าประหยัดพลังงานให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด ทำให้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากเปิดตัว ก็สามารถทำรายได้เติบโตจนเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการยานยนต์ไฟฟ้าเลยทีเดียว

นอกจากนั้นตัวแบรนด์เองก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงดีไซน์รูปลักษณ์ให้ทันสมัย โดยจะต้องมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถจับจองรถยนต์ EV ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำจากนวัตกรรมแห่งโลกสมัยใหม่ เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งในบทความนี้เราก็ได้คัดเอา 3 รถไฟฟ้าน่าใช้มาแนะนำให้ทุกคนลองพิจารณากันดูแล้ว

ทำความรู้จักกับแบรนด์รถยนต์ Aion

รถไฟฟ้าจากแบรนด์ยอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่ปีอย่างแบรนด์ Aion (GAC Aion) ได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2018 โดยได้รับการดูแลและผลักดันจากบริษัท Guangzhou Automobile Group หรือที่รู้จักกันในนาม GAC Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ติดท็อป 5 ของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากประเทศจีน ทำให้ผู้ใช้งานรวมถึงผู้ประกอบการหลายรายต่างก็เชื่อมั่นในคุณภาพ และแผนการทำงานซึ่งไว้ใจได้ของรถไฟฟ้า Aion ด้วยนั่นเอง

พาส่องความนิยมของรถไฟฟ้า Aion ในไทย

หลังจากผ่านงาน Motor Expo 2023 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานจัดแสดงรถยนต์และรถไฟฟ้าในประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดงานหนึ่งนั้น ก็ทำให้คนทั่วไปรวมถึงกลุ่มคนในตลาดผู้ใช้งานรถไฟฟ้าได้เห็นถึงกระแสความนิยมของรถไฟฟ้า Aion กันได้ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมันเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่สามารถทำให้เกิดยอดจองสูงเป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับยอดการจองของกลุ่มแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมงาน เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่บ่งชี้ว่าแบรนด์ดังกล่าวได้รับความนิยมในบ้านเราค่อนข้างเลยทีเดียว

รวมรถไฟฟ้า Aion ดีไซน์สวย ใช้พลังงานไฟฟ้า 100%

AION Y Plus 550 Ultra

AION Y Plus 550 Ultra

รถไฟฟ้า Aion ในรุ่นแรกนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับใครซึ่งกำลังมองหารถยนต์ SUV เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้เป็นรถสำหรับครอบครัวเล็กๆ แสนอบอุ่น เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่รถขนาดใหญ่ แต่ก็มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานรวมถึงสมรรถนะการขับขี่รถไฟฟ้าที่จัดเต็มเกินราคา นอกจากนั้นก็ยังสามารถเลือกสีที่ชอบได้ถึง 7 สีเลยทีเดียว

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 995,900 บาท

สมรรถนะโดยรวม : เป็นพาหนะไฟฟ้าซึ่งมาพร้อมกับพละกำลังในการขับเคลื่อนสูงสุด 204 แรงม้า โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 68.3 kWh ในขณะที่สามารถขับขี่เป็นระยะทางได้ไกลกว่า 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง พื้นที่ภายในกว้างขวาง โล่งสบายไม่อึดอัด ทั้งยังมีระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานมากมาย เช่น ระบบควบคุมระยะการจอด, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP) รวมถึงควบคุมการลื่นไถล (TCS)

AION ES

AION ES

เอาใจใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าราคาถูกกันอีกเช่นเคย โดยรถไฟฟ้ารุ่นนี้เป็นรถไฟฟ้า Aion รุ่น AION ES ซึ่งมีราคาเปิดตัวเริ่มต้นเพียงไม่ถึงหนึ่งล้านบาทเท่านั้น ที่สำคัญคือนวัตกรรมเพื่อช่วยในการขับขี่ก็ยังมีความทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานที่ทั้งสนุกและประหยัดพลังงานได้จริง ทำให้มีการนำไปใช้ในแวดวงของรถยนต์ขนส่งสาธารณะกันเป็นจำนวนมาก

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 850,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : รถไฟฟ้าในรุ่นเริ่มต้นจากแบรนด์นี้ มีพละกำลังในการขับเคลื่อนอยู่ที่ 136 แรงม้า ตอบโจทย์การขับขี่ในระยะทางไกลได้ถึง 442 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ DC Fast Charging ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่ 0-80% ภายในเวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น

Aion S Plus

Aion S Plus

รถไฟฟ้าน่าใช้ของแบรนด์ Aion ในรุ่นสุดท้ายที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ คือรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Aion S Plus ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าแบบ Sedan เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อประมาณปี 2023 เน้นการออกแบบให้ตัวรถส่งเสริมการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้รูปทรงที่มีความโค้งมน ลดการต้านลมขณะขับขี่ ทำให้ใช้พลังงานน้อยกว่าแต่สามารถทำระยะทางได้ดีมากยิ่งขึ้น ภายในตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่ก็ยังคงมาพร้อมฟังก์ชันเสริมการใช้งานที่ครอบคลุมทุกความต้องการแน่นอน

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 727,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : รถยนต์ EV รุ่นนี้มาพร้อมพละกำลังในการขับเคลื่อนอยู่ที่ 204 แรงม้า โดยสามารถขับได้ไกลสูงสุดถึง 610 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ทั้งยังจัดเต็มด้วยระบบเพื่อความปลอดภัยมากมาย ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจกับการขับขี่รถไฟฟ้ากันได้มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเพราะผู้ใช้งานยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ (NORMAL, ECO, ECO+, SPORT)

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Aion

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Aion

สำหรับข้อดีโดยรวมของรถไฟฟ้าจากแบรนด์ Aion นอกเหนือจากเรื่องราคาซึ่งเริ่มต้นมาได้ล่อตาล่อใจผู้ใช้งานเป็นอย่างมากแล้ว ก็ยังมีการมุ่งเน้นที่จะอุดช่องโหว่ของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงชุดแบตเตอรี่เพื่อความสามารถในการเก็บความจุไฟฟ้า มีการออกแบบดีไซน์ของตัวรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานให้มีพื้นที่กว้าง แต่ยังสามารถลดการต้านต่อแรงลมได้เป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะยังเสียเปรียบคู่แข่งอยู่บ้างในเรื่องของระบบช่วยเหลือเพื่อการขับขี่นั่นเอง

บทส่งท้าย

Aion เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถไฟฟ้าซึ่งเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยความที่เป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าราคาถูก แต่ยังคงรักษามาตรฐานการใช้งานที่น่าประทับใจเอาไว้ ที่สำคัญสมรรถนะในหลายๆ ด้านก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี มีดีไซน์สวยงาม สามารถเลือกสีที่ต้องการได้ตามใจชอบ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ทั่วไป มาเริ่มต้นรักษ์โลกและประหยัดพลังงานกับรถไฟฟ้า Aion กันมากขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั่นเอง

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า Volvo ตำนานแห่งวงการยานยนต์ พร้อมนวัตกรรมสุดทันสมัยเพื่อประหยัดพลังงาน

รถไฟฟ้า Volvo

ไม่ว่าจะเป็นวงการอุตสาหกรรมยานยนต์รถไฟฟ้า หรือธุรกิจประเภทไหนก็ตาม การจะเติบโตรวมถึงตามกระแสนิยมของโลกให้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวและพร้อมพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ Volvo แบรนด์รถยนต์ในตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ซึ่งได้ก้าวเข้ามาสู่ตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องการประหยัดพลังงานกันด้วยนั่นเอง จนกลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำของโลกที่มีการได้ผลิตรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานออกมา โดย รถไฟฟ้า Volvo เองก็มีให้เลือกหลากหลายรุ่น หลายราคา แต่จะมีรถไฟฟ้าน่าใช้รุ่นไหนบ้าง ตามมาอ่านกันเลย

ประวัติ Volvo แบรนด์รถยนต์ในตำนาน

สำหรับเรื่องราวของตำนานอย่างแบรนด์ Volvo ก่อนจะมาเป็นผู้ผลิตรถไฟฟ้านั้นเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ.1927 โดยได้มีการก่อตั้งบริษัทขึ้นมาที่ประเทศสวีเดน ซึ่งอาศัยความร่วมมือกันระหว่างนักออกแบบและถือหุ้นใหญ่อย่าง Zhejiang Geely Holding Group หลังจากนั้นก็ได้มีการถือกำเนิดรถยนต์คันแรกของแบรนด์ขึ้นมา ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ Open Tourer

ต่อมาทางแบรนด์และผู้คิดค้นก็ยังพยายามอย่างหนักเพื่อจะผลิตระบบการขนส่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน จนกระทั่งเมื่อปี 1944 ก็ได้มีการปล่อยรถยนต์ The Little Volvo ออกมา จนทำให้ชื่อของแบรนด์นี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเวลาไม่นาน และยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งยุคเลยนั่นเอง

ทิศทางของรถไฟฟ้า Volvo ในไทย

หลังจากที่แบรนด์ Volvo ได้เดินหน้าอย่างเต็มที่ในเรื่องของการพัฒนา และมุ่งเน้นที่จะผลิตรถไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งยังคงเสน่ห์และเอกลักษณ์ตามแบบของ Volvo เอาไว้ ก็ได้มีการเข้ามาทำตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยเช่นกัน และเนื่องด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกของแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขายที่สำคัญทั้งยังเปรียบได้ดั่งจุดแข็งที่ได้เปรียบคู่แข่ง จึงทำให้รถไฟฟ้า Volvo ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลกและในบ้านเราได้ไม่ยาก

แนะนำรถไฟฟ้า Volvo รุ่นประหยัดพลังงาน สเปกเดือดสุด!

Volvo EX30

Volvo EX30

รถไฟฟ้าประหยัดพลังงานรุ่น Volvo EX30 เปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อปี 2023 ด้วยกระแสการตอบรับที่ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื่องจากความสวยงามของรูปลักษณ์ที่เรียบหรู มีระดับ รวมถึงระบบปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งทุกคนก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วถึงมาตรฐานที่ไว้วางใจได้จากแบรนด์ในตำนานอย่าง Volvo นอกจากนั้นมันก็ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นรถยนต์ SUV ขนาดเล็กที่อัดแน่นมาด้วยสมรรถนะที่จัดเต็มเกินราคา

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.5 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : สามารถใช้รถไฟฟ้าขับขี่ได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 540 กิโลเมตรในรุ่นเริ่มต้น มีพละกำลังในการขับเคลื่อนตั้งแต่ 272 ถึง 428 แรงม้า รองรับระบบการชาร์จแบบ DC ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ 10-80% เพียง 28 นาทีเท่านั้น นอกจากนั้นรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานรุ่นนี้ก็ยังรักษ์โลกไปอีกขั้น ด้วยการนำเอาวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการออกแบบภายใน

Volvo XC40

Volvo XC40

อีกหนึ่งรถไฟฟ้าแบบ SUV ซึ่งสะดวกสบายและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากอย่าง Volvo XC40 เปิดตัวไปเมื่อปี 2021 ซึ่งมีหลากหลายสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้สึกประทับใจกับสมรรถนะและฟังก์ชันของรถยนต์รุ่นนี้ ไม่ว่ะจะเป็นระบบที่เรียกว่า One Pedal Drive ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน  เพราะสามารถเร่งหรือชะลอความเร็วของรถยนต์ EV ได้ตามต้องการโดยไม่ต้องแตะเบรกให้เมื่อยขา

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.99 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : มีพละกำลังในการขับเคลื่อนสูงสุด 408 แรงม้า ทั้งยังสามารถขับขี่ได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 418 กิโลเมตรต่อการชาร์จรถไฟฟ้าเต็มหนึ่งครั้ง มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดซึ่งช่วยให้กับขับขี่รถยนต์ EV จากแบรนด์นี้มีความปลอดภัยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABS, ระบบช่วยในการขับขี่ (Pilot Assit Lane Keeping) รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยหรือ Lane Change สำหรับการเปลี่ยนเลนกะทันหัน

Volvo C40

Volvo C40

มาต่อกันด้วยรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานอีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว ซึ่งรถไฟฟ้ารุ่นนี้เป็นรถยนต์แบบ Compact SUV หรือรถยนต์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นมันจึงมีข้อดีในเรื่องของบขนาดที่กะทัดรัดแต่ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป สามารถใช้เป็นรถครอบครัวได้สบายๆ ทั้งยังเป็นรถยนต์ EV 100 % ใครที่กำลังอยากเปลี่ยนจากรถยนต์ระบบเชื้อเพลิงมาเป็นรถที่ประหยัดพลังงานต้องห้ามพลาดรถไฟฟ้า Volvo รุ่นนี้เลย

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 2.09 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : รถไฟฟ้ารุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังมากที่สุด 238 แรงม้า ทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานในระยะทางที่ไกลได้มากสูงสุด 565 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งทุกคนสามารถเลือกระบบการทำงานได้ทั้งแบบมอเตอร์เดียวและแบบมอเตอร์คู่ เพื่อรูปแบบการขับขี่ที่เป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับระบบ Cross Traffic Alert เพื่อแจ้งเตือนในกรณีมีสิ่งกีดขวางเมื่อกำลังถอยรถ

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Volvo

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Volvo

สำหรับข้อดีในเรื่องแรกของรถไฟฟ้าจากแบรนด์นี้ซึ่งถือว่าได้เปรียบแบรนด์คู่แข่ง และทำให้ผู้คนที่ชื่นชอบรถยนต์จาก Volvo ยังคงเหนียวแน่นแม้ผ่านเวลามาเป็นเวลานานก็คือมาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่ากับรถไฟฟ้า Volvo เองก็ทำได้ดีมากอีกเช่นกัน แต่ก็จะมีข้อเสียเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการต่อการใช้งานจริง ซึ่งสามารถมีปัจจัยรบกวนต่างๆ เกิดขึ้นได้บ้างนั่นเอง

บทส่งท้าย

แบรนด์รถยนต์อย่าง Volvo ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำของโลกที่มีการพัฒนาและไม่หยุดยั้งที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานเสมอมา ภายใต้แนวความคิดที่ต้องการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ทั้งปลอดภัยและได้มาตรฐาน ซึ่งเมื่อ Volvo ได้เข้ามาสู่วงการรถไฟฟ้าเต็มตัวก็ทำได้ดีอย่างไม่น่าแปลกใจ โดยรถไฟฟ้า Volvo ก็จะมีให้เลือกหลายรุ่น ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละรุ่นก็จะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

 simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า Ora จากค่ายรถยนต์สายเลือดมังกร ทางเลือกใหม่แห่งนวัตกรรมประหยัดพลังงาน

รถไฟฟ้า Ora

กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่คนในสังคมต่างก็รอคอยที่จะได้พบกับโฉมหน้าของนวัตกรรมและผู้ผลิตรถไฟฟ้าเจ้าใหม่ๆ อยู่เสมอ จากที่เดิมทีการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าอาจดูเป็นเรื่องซึ่งไกลเกินฝัน แต่ในปัจจุบันเราก็จะเห็นได้เลย ว่าผู้คนต่างเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบกันบนท้องถนนมากขึ้น ทำให้เกิดบริษัทผู้ผลิตทั้งเล็กและใหญ่ขึ้นมามากมาย รวมถึง รถไฟฟ้า Ora แบรนด์รถยนต์ภายใต้การดูแลของ Great Wall Motor (GWM) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนด้วยนั่นเอง

ต้นกำเนิดของแบรนด์รถยนต์ Ora

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2018 ซึ่งได้ว่าเป็นวันที่ทำให้วงการรถไฟฟ้าของจีนตื่นตาตื่นใจ รวมถึงเป็นโอกาสที่ทำทั่วโลกได้รู้จักกับหนึ่งในคู่แข่งทางการตลาดที่น่ากลัวอย่าง รถไฟฟ้า Ora (Open-Reliable-Alternative) ด้วยแนวความคิดที่ว่าด้วยการเป็นทางเลือกใหม่ที่เชื่อถือได้ของผู้ใช้งาน โดยมีการนำเอาผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้ความสามารถมากมายจากหลายประเทศมาร่วมกันออกแบบรถไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นจีน, เยอรมนี, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย, ญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีใต้

กระแสและความสำคัญของรถไฟฟ้า Ora ในไทย

ต้องยอมรับเลยว่านอกจากรถไฟฟ้าจากประเทศจีน จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกแล้ว ก็ยังทำให้เกิดกระแสความนิยมในบ้านเราไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากแบรนด์ Ora เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งสามารถจับจองเป็นเจ้าของรถหลายรุ่นได้ภายในราคาไม่ถึงล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่มาพร้อมกับสมรรถนะ รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานต่างๆ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่ารถยนต์ EV ค่ายดังๆ เลยนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีแหล่งข่าวซึ่งได้ระบุเอาไว้ว่าแบรนด์รถยนต์ Ora ยังได้มีการวางแผนเพื่อทำการผลิตรถไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน เพื่อเสริมสร้างความเติบโตของตลาดพาหนะไฟฟ้าในไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว ถือเป็นประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

แนะนำรถไฟฟ้า Ora รุ่นใหม่มาแรง น่าใช้

ORA 07

ORA 07

สัมผัสกับประสบการณ์ขับขี่ที่งดงามราวกับผลงานศิลปะ ด้วยรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานซึ่งมีดีไซน์โดดเด่นเหนือใคร อีกหนึ่งรถไฟฟ้าที่สามารถผสมผสานความเรียบหรูกับเสน่ห์ความปราดเปลี่ยวในสไตล์สปอร์ตคาร์ออกมาได้อย่างลงตัว มีมาให้เลือกทั้งรุ่น Long Range และ Performance จัดเต็มด้วยโทนสีถึง 3 โทนได้แกสีม่วง สีดำ และสีขาว

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.29 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังในการขับเคลื่อน 408 แรงม้า มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่มากถึง 83.499 kWh สามารถทำความเร็วได้มากสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ระยะทางขับขี่ไกลสุด 640 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) นอกจากนั้นก็ยังมีประสิทธิภาพการใช้งานที่มีความแข็งแรงอย่างเหนือชั้นโดยโครงสร้างแบบ Cage-Type Body ประกอบด้วยเหล็กกล้าคุณภาพดีที่สุด  

Ora Good CAT

Ora Good CAT

มาต่อกันด้วยรถไฟฟ้าในรุ่นต่อมา ซึ่งเรียกได้ว่าตอบโจทย์ใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าราคาถูกมาใช้งานกันเป็นอย่างดี ทั้งยังมีความสีสันที่เลือกได้ตามใจชอบอย่างหลากหลาย รวมถึงรถไฟฟ้า Ora รุ่นย่อยที่มีสมรรถนะตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ทั้ง Ora Good CAT Tech, Ora Good CAT PRO, Ora Good CAT ULTRA รวมถึง Ora Good CAT GT

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 763,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : สำหรับสมรรถนะเริ่มต้นของรถไฟฟ้ารุ่นนี้มีพละกำลังในการขับเคลื่อน 143 แรงม้า ใช้งานได้เป็นอย่างดีในชีวิตประจำวัน หลังจากชาร์จแบตเตอรี่เต็มที่แล้วจะสามารถขับขี่ได้ไกลสุดเป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร และยังมีการพัฒนาระบบการทำงานในรุ่นต่อมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบันทึกตำแหน่งจากกระจกมองข้าง, การบันทึกตำแหน่ง Welcome-Seat รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อช่วยในการเบรกฉุกเฉิน (IEB)

Ora Good CAT GT

Ora Good CAT GT

หนึ่งในรถไฟฟ้าน่าใช้ซึ่งจัดเป็นรถยนต์รุ่นท็อปของแบรนด์ Ora เป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า ‘แมวเหมียวทรงสปอร์ต’ เพราะมันเป็นรถไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์แสนน่ารักแต่ยังคงความเท่และปราดเปรียวเอาไว้ได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกสองสีนั่นก็คือสีดำและสีเทา ซึ่งต่างก็เป็นสียอดนิยม นอกจากนั้นก็ยังมีสมรรถนะการใช้งานที่คุ้มค่าคุ้มราคา สร้างความประทับใจให้สาวกยานยนต์ไฟฟ้าได้มากเลยทีเดียว

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.09 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : รถไฟฟ้าประหยัดพลังงานรุ่นนี้ สามารถขับเคลื่อนด้วยพละกำลังสูงสุด 171 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 152 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถปรับโหมดในการขับขี่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโหมดมาตรฐาน, โหมดสปอร์ต, โหมดECO, โหมดECO+ รวมถึงการขับขี่ในโหมดอัตโนมัติอีกด้วย

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Ora

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Ora

จุดเด่นของรถไฟฟ้าจากแบรนด์ Ora ซึ่งได้เปรียบรถยนต์หลายๆ แบรนด์ก็คือระยะทางการขับขี่ที่ถือได้ว่าไกลพอสมควร โดยการชาร์จหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ไกลเกิน 500 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของแต่ละรุ่น) ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชันเพื่อตอบโจทย์การใช้งานมาให้หลากหลาย ในราคาที่ต้องบอกว่าจับต้องได้ด้วยนั่นเอง ในขณะที่ข้อเสียสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์นี้ก็คือเรื่องของดีเทลการใช้งานอย่างระบบหน้าจอสัมผัส การปัดน้ำฝน หรือระบบช่วงล่างที่อาจเป็นรองอยู่บ้างนั่นเอง

บทส่งท้าย

แบรนด์รถไฟฟ้าน้องใหม่ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมา ด้วยแนวความคิดที่ต้องการเป็นรถยนต์ทางเลือกใหม่ที่เชื่อถือได้ของผู้ใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่ารถไฟฟ้า Ora ก็ได้พัฒนาและใช้ความพยายามเพื่อคิดค้นนวัตกรรมที่ดีที่สุดขึ้นมา จนเข้ามาบุกตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยได้สำเร็จ ดังนั้นใครที่กำลังมองหารถยนต์ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อลดการใช้น้ำมัน ประหยัดต้นทุน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็สามารถพิจารณารถยนต์รุ่นต่างๆ จากแบรนด์นี้กันได้เลย

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า Neta รถยนต์ประหยัดพลังงาน รักษ์โลก เป็นเจ้าของได้ในราคาสุดคุ้ม

รถไฟฟ้า Neta

ถึงแม้ว่าในความคิดของหลายคน อาจจะมองว่าการเปลี่ยนมาใช้ รถไฟฟ้า Neta คงไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากเท่ารถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป ทั้งยังมีราคาแพงเข้าถึงได้ยาก แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันนี้นวัตกรรมการผลิตรถยนต์ EV ได้มีการพัฒนา ปรับปรุง รวมถึงอุดช่องโหว่ ซึ่งเคยเป็นข้อจำกัดในการขับขี่ของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี

รวมถึงมีแบรนด์ผู้ผลิตรถไฟฟ้าน่าใช้รายใหม่เกิดขึ้นมามากมาย ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะชอบรถยนต์ที่สมรรถนะแรงๆ ชอบรถดีไซน์เรียบหรู น่ารัก หรือกำลังมองหารถยนต์ที่ใช้งานในประจำวันได้ดีก็มีให้เลือกได้ตามใจชอบ โดย รถไฟฟ้า Neta ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์รถไฟฟ้าราคาถูกที่ทุกคนสามารถเลือกซื้อมาใช้กันได้ในราคาสุดคุ้มด้วยนั่นเอง

ต้นกำเนิดของแบรนด์รถยนต์ Neta

หากใครได้มีโอกาสไปเดินงานที่เกี่ยวกับการโปรโมตหรือจัดแสดงรถไฟฟ้าในประเทศไทย ก็คงจะเคยได้เห็นหน้าคร่าตาเจ้ารถไฟฟ้าจากแบรนด์ Neta กันมาบ้างแล้ว ซึ่งหากย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของแบรนด์ดังกล่าว ก็คงจะต้องย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 2014 เพราะมันเป็นช่วงที่แบรนด์น้องใหม่นี้เพิ่งจะก่อนตั้ง และสร้างความฮือฮาให้กับวงการรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยเลย

โดยแบรนด์ Neta นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Hozon New Energy Automobile (Hozon Auto) หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริษัทชั้นนำของโลกมากมาย ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการสรรค์สร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน

ทั้งยังต้องการให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และมีโอกาสได้สัมผัสกับประสบการณ์ของนวัตกรรมการประหยัดพลังงานสุดทันสมัยกันได้ ในราคาที่บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดกับรถไฟฟ้าราคาถูกซึ่งมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์ได้มากขนาดนี้

ความนิยมของรถไฟฟ้า Neta ในบ้านเรา

รถไฟฟ้าจากแบรนด์ Neta เริ่มเข้ามาทำตลาดรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานในบ้านเราเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2022 และภายในระยะเวลาไม่กี่ปีแบรนด์ดังกล่าวก็สามารถครองใจผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเราไปได้ไม่ยาก ทำให้ทุกคนจะสามารถเห็นรถไฟฟ้า Neta ตามท้องถนนได้ทั่วไป ด้วยราคาที่จับต้องได้ ช่วยประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งยังมีคุณภาพการใช้งานที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีดีไซน์ภายนอกซึ่งสวยงามโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว

แนะนำรถไฟฟ้า Neta

NETA V

NETA V

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่เราจะมาแนะนำให้ทุกคนได้ลองเปิดใจกัน ก็คือรถไฟฟ้ารุ่น NETA V ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรถยนต์รุ่นต้นแบบที่ทำให้แบรนด์สามารถเปิดตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งยังช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรุ่นต่อๆ มาได้เป็นอย่างดี โดยจุดเด่นที่เป็นข้อได้เปรียบของพาหนะไฟฟ้ารุ่นนี้ก็คือราคาที่ถูกแสนถูก รวมถึงการดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘โลมา’ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปราดเปรียว

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 549,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : รถยนต์ EV รุ่นนี้มีพละกำลังในการขับเคลื่อนสูงสุด 95 แรงม้า มาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะแบบ Smart Key รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ได้ทั้งแบบ DC Charger และ CCS Combo ทำให้สะดวกสบายกับผู้ใช้งาน นอกจากนั้นก็ยังมีระบบกรองอากาศ N95 มาให้เพื่อช่วยกรองอากาศซึ่งเต็มไปด้วยมลพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างดีเยี่ยม

NETA S

NETA S

สำหรับรถไฟฟ้า Neta ซึ่งได้มีการออกมาอวดโฉมเป็นครั้งแรกในงานรถยนต์และรถไฟฟ้าในประเทศไทยอย่าง Motor Expo เมื่อปี 2022 นั้น เรียกได้ว่าก็สร้างกระแสการตอบรับได้ดีพอสมควร โดยรถไฟฟ้ารุ่นนี้จะมากับการออกแบบในสไตล์ Sporty Smart Coupe ดังนั้นมันจึงมีรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างเท่มากกว่า NETA V

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 921,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : รถไฟฟ้า Neta รุ่นนี้มาพร้อมพละกำลังในการขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า ความจุแบตเตอรี่จะอยู่ที่ 91 kWh ในขณะที่สามารถทำระยะทางได้ไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเป็นระยะทางถึง 650 กิโลเมตรเลยทีเดียว

NETA GT

NETA GT

ปิดท้ายกันด้วยรถไฟฟ้าในรุ่น NETA GT ซึ่งจะมีการเปิดตัวภายในปี 2024 เรียกได้ว่าเป็นยานยนต์ไฟฟ้าสุดทันสมัยอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกคนไม่ควรพลาด เพราะนอกจากรถยนต์รุ่นนี้จะมีการพัฒนาในเรื่องของดีไซน์ให้มีความทันสมัย เท่ ปราดเปรียว และดูมีความเป็น Sport Car มากกว่ารถยนต์รุ่นก่อนๆ แล้ว แน่นอนว่าระบบปฏิการรวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานเองก็ได้มีพัฒนาขึ้นมากด้วยเช่นกัน

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.1 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถขับขี่ได้ไกลมากสุด 660 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง มาพร้อมระบบประมวลผลแบบ Smart Cockpit Platform ซึ่งมีการนำเอาชิปคุณภาพดีอย่าง Qualcomm Snapdragon มาใช้ รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง รวมถึงสามารถควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้ด้วย

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Neta

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Neta

รถไฟฟ้าจากแบรนด์ Neta นั้นมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันออกไปตามรุ่นและราคาที่เลือกซื้อ แต่โดยรวมก็ยังรู้สึกว่าสมรรถนะที่ได้มากับราคาที่จ่ายไปถือว่ามีความสมเหตุสมผลเลยทีเดียว โดยข้อดีหลักๆ ของรถไฟฟ้า Neta นอกเหนือจากเรื่องราคาก็คือรูปทรงที่สวยงาม สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง มีอัตราเร่งที่ทำได้ดีพอสมควร ที่สำคัญห้องโดยสารก็ถือว่ากว้างขวางใช้งานกันในครอบครัวได้แน่นอน ในขณะที่ข้อเสียก็จะเป็นเรื่องความเสถียรต่างๆ นั่นเอง

บทส่งท้าย

สำหรับใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าราคาถูกที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน รถไฟฟ้า Neta ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เป็นทางเลือกให้กับทุกคนได้เลย เพราะถึงแม้แบรนด์ดังกล่าวอาจจะเพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากสถาบันและบริษัทชั้นนำมากมายด้วยนั่นเอง โดยในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการผลิตรถไฟฟ้าออกมาหลายรุ่นสามารถเลือกซื้อกันตามงบที่มี หรือตามสมรรถนะที่ต้องการได้เลย

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

สุดยอด รถไฟฟ้า BMW ดีไซน์หรูหรา สมรรถนะดีเยี่ยม ตอบโจทย์สไตล์คนรุ่นใหม่

รถไฟฟ้า BMW

BMW คือหนึ่งในแบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมันที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้ก้าวเข้าสู่ตลาดของนวัตกรรมรถไฟฟ้าที่ทันสมัย โดย รถไฟฟ้า BMW มุ่งเน้นการนำเอาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากที่สุดมาสร้างรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานเพื่อประโยชน์ในหลากหลายด้าน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดการเกิดมลภาวะต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราและรูปลักษณ์ของรถยนต์สุดหรูที่โด่งดังไปทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีรถไฟฟ้าน่าใช้มากมายที่เราได้คัดมาให้แล้วแบบจัดเต็ม

ย้อนรอยประวัติยาวนานของรถยนต์ BMW

ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ในระบบเชื้อเพลิงทั่วไป หรือในวงการรถไฟฟ้าต่างก็รู้จักชื่อของรถยนต์ของแบรนด์ BMW (Bavarian Motor Works) ในนามของรถยนต์สุดหรูหราซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งประวัติความเป็นมาของแบรนด์สัญชาติเยอรมันนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ค.ศ.1916 โดยก่อตั้งเป็นบริษัทสำหรับผลิตเครื่องยนต์ของเครื่องบินเพื่อเอาไว้ใช้ในสงครามโลก

จนกระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง แต่ผลกลับไม่เป็นไปดั่งที่ใจหวังเพราะเยอรมนีแพ้สงคราม ทำให้การผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี BMW จึงหันไปผลิตเครื่องมือประเภทอื่นเพื่อประคับประคองตัวเอง ถึงแม้จะล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง แต่แบรนด์ BMW ก็ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแบรนด์รถยนต์หรูและรถไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยรถยนต์ EV คุณภาพดีมากมายด้วย

รถไฟฟ้า BMW ในประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นอย่างไร

แบรนด์ BMW ได้มีการส่งรถยนต์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีค.ศ.1961 ก่อนที่กระแสของรถไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโตเหมือนในปัจจุบัน โดยในสมัยนั้นมีการใช้งานรถยนต์จากแบรนด์นี้ในหน่วยงานราชการที่สำคัญของไทย ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเริ่มมีคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของกันมากขึ้น ในขณะที่รถไฟฟ้ารุ่นแรกจะถูกส่งเข้ามาในไทยเมื่อประมาณปี 2021 ด้วยรถไฟฟ้า BMW รุ่น BMW iX และ BMW iX3 ซึ่งก็มีกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก

รถไฟฟ้า BMW รุ่นไหนบ้างที่น่าใช้

BMW iX xDRIVE 40

BMW iX xDRIVE 40

สำหรับรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่เราจะมาแนะนำให้ทุกคนในบทความนี้ ก็คือรถยนต์ EV ซึ่งใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยังเป็นรถยนต์ที่จัดเต็มทั้งในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการดีไซน์รถไฟฟ้าประหยัดพลังงานที่ให้ความรู้สึกหรูหรา ทันสมัย แต่ก็ยังมีความทรงพลังตามสไตล์ของรถยนต์ SUV

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 4.99 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : เป็นพาหนะไฟฟ้าแห่งยุคที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive เพื่อประสบการณ์ขับขี่ที่ดีที่สุด สามารถขับได้ไกลเป็นระยะทางมากที่สุดถึง 425 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันด้วย) ทั้งยังมีความจุแบตเตอรี่มากถึง 76.6 kWh ปรับน้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้าได้ตามความเร็วในขณะขับขี่ด้วยระบบ Servotronic

BMW i4 M50

BMW i4 M50

รถไฟฟ้า BMW รุ่นต่อมาที่เรียกได้ว่ามีดีไซน์การออกแบบซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยรูปทรงที่ดูโฉมเฉี่ยว เลือกได้ทั้งรุ่นที่มีสีสันสดใสและสีขาว-ดำเรียบหรู รวมถึงมีการใช้ชุดแต่งวัสดุสีดำเงาตามสไตล์ BMW Individual รอบคันทำให้รถยนต์รุ่นนี้แตกต่างกว่าที่เคย นอกจากนั้นก็ยังมีการพัฒนาสมรรถนะเอาไว้อีกมากมาย ซึ่งบอกเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาสุดๆ

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 4.99 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังมากถึง 544 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วได้สูงสุด 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระบบการชาร์จด่วนแบบ DC Charger ทำให้สามารถชาร์จรถไฟฟ้าให้เพิ่มจากระดับ 0-80% ได้ในเวลารวดเร็วภายใน 34 นาที (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย)

BMW i7

BMW i7

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทั้งยังครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย ด้วยรถไฟฟ้ารุ่น BMW i7 ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ Sedan ที่มีความโดดเด่นตรงสไตล์การออกแบบที่สวยงามน่าหลงใหล ทั้งยังสามารถออกแบบสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยซอฟต์แวร์ My Modes และ My BMW App ช่วยให้ทุกคนเพลิดเพลินไปกับสไตล์ของรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานที่เลือกเองได้ตามใจชอบ

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 7.94 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : การชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง สามารถขับขี่รถไฟฟ้าเป็นระยะทางได้ไกลมากถึง 600 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) มาพร้อมกับพละกำลังในการขับเคลื่อนกว่า 544 แรงม้า ทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น เพราะทั้งเงียบและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าแบบ eDrive อีกด้วย

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า BMW

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า BMW

แน่นอนว่าข้อดีของการใช้งานรถไฟฟ้าจากแบรนด์ BMW ก็คือเรื่องของความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของระบบภายใน รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างรอบด้านมากที่สุด ทั้งยังสามารถขับขี่ได้แบบไร้เสียง ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ทั้งผ่อนคลายและเพลิดเพลินด้วยระบบการขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้าแบบ eDrive ในขณะที่ข้อเสียก็อาจเป็นเรื่องราคาที่แพงมากเมื่อเทียบกับราคาในเรตเดียวกันกับพละกำลัง (แรงม้า) ที่ได้มานั่นเอง

บทส่งท้าย

ใครที่เป็นสาวกของรถยนต์หรูจากแบรนด์ระดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานอย่าง BMW แล้วละก็ เชื่อว่าจะต้องชื่นชอบรถไฟฟ้าจากแบรนด์นี้เช่นเดียวกัน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าได้เริ่มเข้ามาทำตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักรถไฟฟ้า BMW ตลอดจนคนทั่วไปเป็นอย่างมาก ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น รวมถึงความทันสมัยของนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถเชื่อมั่นได้ในคุณภาพการใช้งานแน่นอน

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า Tesla สุดยอดนวัตกรรมแห่งยุค รุ่นไหนน่าใช้ ราคาเท่าไรบ้าง

รถไฟฟ้า Tesla

แบรนด์รถยนต์หรูอย่าง รถไฟฟ้า Tesla เป็นผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทันสมัย ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในฐานะของหนึ่งในแบรนด์รถไฟฟ้าเจ้าแรกๆ ที่เข้ามาปลุกกระแสรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานในประเทศไทย โดยมีการพัฒนาและออกแบบรถยนต์หลากหลายรุ่น เพื่อให้มีความทันสมัย รวมถึงตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนได้มากขึ้น ซึ่งเราก็ได้รวมรถไฟฟ้าน่าใช้จาก Tesla มาแนะนำให้แล้ว ใครที่กำลังมองหารถยนต์ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต้องห้ามพลาด

พาย้อนจุดกำเนิดของ Tesla

หลายคนอาจจะเริ่มรู้จักแบรนด์รถไฟฟ้าสุดล้ำอย่าง Teala เนื่องจากความโด่งดังของ Elon Musk ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของบริษัทชื่อดังมากมาย (ปัจจุบันเป็นผู้บริหารแอปพลิเคชัน X ด้วย) แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณปีค.ศ.2003 แบรนด์สัญชาติอเมริกันดังกล่าวถูกก่อตั้งขึ้นมาโดย Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ด้วยแนวความคิดของทั้งสองคนที่ต้องการทำบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ก่อนที่ Elon Musk จะได้เข้ามามีส่วนร่วมและกลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวในปี 2004

การนำเข้ารถไฟฟ้า Tesla ในประเทศไทย

รถไฟฟ้า Tesla เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี 2011 เปิดตัวกับงานรถไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติซึ่งจัดอยู่ที่ไบเทคบางนา โดยรถไฟฟ้าที่ทำให้ผู้คนในงานและบุคคลทั่วไปเกิดความตื่นตาตื่นใจ กับนวัตกรรมสุดทันสมัยและรูปลักษณ์ที่สวยล้ำก็คือรถยนต์ EV รุ่น TESLA ROADSTER ซึ่งใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100 % จนเมื่อความนิยมในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น Tesla ก็ยังคงเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเสมอมา

แนะนำรถไฟฟ้า Tesla พร้อมราคา

Tesla Model 3 2024

Tesla Model 3 2024

มาเริ่มกันด้วยรถไฟฟ้ารุ่นดังแห่งปี 2024 ซึ่งมีการพัฒนาในเรื่องของระบบภายในให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมากขึ้น ทั้งยังอุดช่องโหว่ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้งานหลายคนกังวลกับระบบไฟฟ้าต่างๆ ภายใน โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้มีการออกแบบให้ตัวรถมีพละกำลังในการขับเคลื่อนที่มากขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงได้นั่นเอง

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.59 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : แรงขับเคลื่อนสูงสุด 460 แรงม้า มาพร้อมกับช่วงล่างอันทรงประสิทธิภาพแบบ Adaptive Damping ช่วยให้สามารถควบคุมยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ได้ดีมากขึ้น ทั้งยังยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยมด้วย Pirelli P Zero ขนาด 235/35 R20 สามารถขับเป็นระยะทางได้ไกลถึง 528 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) นอกจากนั้นก็ยังใช้เวลาในการชาร์จรถไฟฟ้าเพียง 15 นาที เพื่อให้สามารถขับไปได้ไกลมากถึง 282 กิโลเมตรอีกด้วย

Tesla Model S

Tesla Model S

สำหรับรถไฟฟ้า Tesla รุ่น Tesla Model S ซึ่งเปิดตัวออกสู่สาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2021 เป็นรถไฟฟ้าในรูปแบบของรถยนต์ Sedan ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เหมาะทั้งกับคนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่วัยเก๋า เพราะได้มีการปรับดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในของตัวรถให้มีความโฉบเฉี่ยวและสวยงามมากขึ้น ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ใส่ใจการออกแบบตำแหน่งต่างๆ ช่วยให้ความรู้สึกในการขับขี่น่าประทับใจราวกับกำลังขับรถยนต์แห่งโลกอนาคตอยู่เลยทีเดียว

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 2.79 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : ที่สุดของความบันเทิงและความสมจริงด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 17 นิ้วความละเอียดมากถึง 2200 x 1300 พิกเซล ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังที่สูงสุดมากถึง 670 แรงม้า ในขณะที่มีระยะทางขับขี่ได้ไกลสุดประมาณ 652 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) ตลอดจนสามารถทำความเร็วได้มากถึง 130 mph

Tesla Model X

Tesla Model X

ใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าแบบ SUV กันอยู่ บอกได้เลยว่ารถไฟฟ้า Tesla Model X ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ความน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากมันเป็นรถยนต์แบบ SUV ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดรุ่นหนึ่งเท่าที่ Tesla เคยสร้างขึ้นมา ทั้งยังมีดีไซน์เรียบหรูแบบมินิมอลให้ความรู้สึกเหมือนกับรถยนต์เท่ๆ ในภาพยนตร์ที่สาวกคนรักรถต่างเฝ้าฝันถึงเลยทีเดียว ทั้งยังมีอีกหนึ่งจุดไฮไลท์สำคัญที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีความเท่และมีสไตล์ ก็คือการออกแบบประตูข้างคนขับให้เป็นแบบ Falcon Wing อีกด้วย

ราคาเปิดตัว : ราคาเริ่มต้นประมาณ 3.9 ล้านบาท

สมรรถนะโดยรวม : เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังสูงสุด 670 แรงม้า ในขณะที่สามารถขับขี่ได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 560 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) นอกจากนั้นก็ยังมีระบบ Autopilot ที่เป็นความโดดเด่นตามฉบับของรถยนต์จาก Tesla ด้วยนั่นเอง

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Tesla

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า Tesla

แน่นอนว่าข้อดีของรถไฟฟ้าจากแบรนด์ที่เปิดตัวด้วยการเป็นสุดยอดรถยนต์ของความทันสมัย ก็คงจะต้องเป็นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ให้ได้เปรียบรถยนต์ทั่วไปในตลาดค่อนข้างมาก ทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของซอฟต์แวร์ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ในขณะที่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดมากที่สุด (สำหรับคนกลุ่มบางกลุ่ม) ก็อาจจะมองว่ามันเป็นพาหนะไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกินไป ทั้งยังมีข้อจำกัดในการส่งซ่อมค่อนข้างมาก

บทส่งท้าย

แบรนด์ Tesla เป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ชั้นนำของโลกที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปีค.ศ.2003 ถึงแม้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี แต่แบรนด์ดังกล่าวกลับสามารถก้าวขึ้นเป็นที่รู้จักในฐานะของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งโลกอนาคต ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังมีรูปลักษณ์สวยงามสุดล้ำ จนทำให้รถไฟฟ้าจากแบรนด์ Tesla ครองใช้ผู้ใช้งาน และเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลกที่หาตัวจับได้ยากทีเดียว

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า MG รุ่นไหนดี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมอัปเดตราคารถแต่ละรุ่น

รถไฟฟ้า MG

หากคิดถึงแบรนด์รถไฟฟ้าซึ่งครองส่วนแบ่งของตลาดโลก รวมถึงทำรายได้จากการขายรถไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก ก็คงไม่แปลกที่หลายคนมักจะนึกถึงแรถไฟฟ้า MGแเพราะนอกจากแบรนด์นี้จะเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่เริ่มกลับมาพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ก็ยังมีการผลิตรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานออกมาให้ได้เลือกซื้อกันมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก ซึ่งจะมีรถไฟฟ้าฟ้าน่าใช้รุ่นไหนบ้างตามมาอ่านกันได้เลย

ความเป็นมาของ MG แบรนด์รถไฟฟ้าจากประเทศอังกฤษ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปีค.ศ. 1924 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์รถยนต์สัญชาติอังกฤษ ที่ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่แบรนด์รถยนต์ชั้นนำของโลกอย่าง MG หรือ Morris Garage ในยุคนั้นผู้ก่อนตั้งอย่าง William Morris ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในยานยนต์

โดยเขามีแนวความคิดว่ารถยนต์ที่มีความสมบูรณ์แบบ และมีสมรรถนะเป็นเลิศไม่ควรอยู่แค่ในสนามแข่ง แต่มันควรใช้งานได้จริงบนท้องถนนด้วย จนทำให้เกิดเป็นแบรนด์รถยนต์ซึ่งมีรถหลากหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกใจเหล่าคนรักรถมาเป็นเวลายาวนาน และได้เริ่มบุกตลาดรถยนต์ EV ด้วยโมเดลรถรุ่นแรกอย่าง NEW MG ZS EV

รถไฟฟ้า MG ในประเทศไทย

เดิมทีรถยนต์ของแบรนด์นี้ก็ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยความโดดเด่นของรูปลักษณ์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งาน หรือแม้แต่ราคาซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายก็ตาม จนกระทั่งเมื่อประมาณปี 2019 ก็ได้มีการเปิดตัวแรถไฟฟ้า MG ในตลาดของบ้านเราเป็นครั้งแรก

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีแบรนด์อื่นๆ เข้ามาขายรถไฟฟ้ากันก่อนแล้ว แต่ด้วยความจริงจังและความพยายามในการเพิ่มแนวโน้มการใช้งานรถไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ในปัจจุบัน MG กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับคนที่อยากซื้อยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานกัน ทั้งยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าราคาถูกในใจของคนหลายกลุ่มอีกด้วย

แนะนำ 3 รถไฟฟ้า MG รุ่นไหนบ้างที่ได้รับความนิยม

MG ZS EV

MG ZS EV

สำหรับรถไฟฟ้ารุ่นแรกซึ่งเปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่ และกลายเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นรถยนต์ EV ที่สามารถหาซื้อกันได้ในราคาไม่ถึงล้านเท่านั้น ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นราคาที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้งยังเป็นรถยนต์ SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เพราะฉะนั้นมันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่เปิดตัว

ราคาเปิดตัว : เริ่มต้นประมาณ 949,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม :  ครอบคลุมการใช้งานทั้งในด้านการควบคุม ความสวยงาม และความปลอดภัย กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 177 แรงม้า มาพร้อมกับโหมด Quick Charge ที่ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 30 นาที (ประมาณ 30-80%)

MG ES

MG ES

มาต่อกันด้วยรถไฟฟ้า MG รุ่นต่อมาซึ่งเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% อีกเช่นเดียวกัน โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2023 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้ารูปทรง ‘Station Wagon’ ที่มีความคลาสสิก เรียบหรู และเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการทั้งสมรรถนะในการขับขี่ ความสะดวกสบาย และดีไซน์ที่สวยงามได้เป็นอย่างดี

ราคาเปิดตัว : เริ่มต้นประมาณ 959,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : เป็นพาหนะไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย พื้นที่ภายในกว้างขวาง ทําความเร็วได้สูงสุด 185 km/h มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ขับได้ไกลถึง 412 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) ทั้งยังช่วยให้รถไฟฟ้าทรงตัวดีมากยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบช่วงล่างแบบ EURO TUNING SUSPENSION

MG4 ELECTRIC

MG4 ELECTRIC

และสำหรับรถไฟฟ้าจากแบรนด์ MG ในรุ่นสุดท้ายที่บอกได้เลยว่าราคาเปิดตัวดีสุดๆ เป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าราคาถูกที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องชอบใจ โดยรถยนต์รุ่น MG4 ELECTRIC นี้เปิดตัวให้กับสาวกรถไฟฟ้าในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2022 โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ช่วยในการใช้งานหลากหลาย

ราคาเปิดตัว : เริ่มต้นประมาณ 869,000 บาท

สมรรถนะโดยรวม : มีกำลังในการขับเคลื่อนสูงสุด 170 แรงม้า สามารถขับได้ไกล 425 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย) เป็นรถไฟฟ้าที่มาพร้อมกับระบบช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ซึ่งพัฒนาให้มีลักษณะแบบ 5-LINK SUSPENSION ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้เป็นอย่างดี

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า MG

ข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้า MG

สำหรับข้อดีและข้อเสียของรถไฟฟ้าจากแบรนด์ MG นั้นก็จะมีสลับสับเปลี่ยนกันไปตามรุ่นของรถยนต์ที่ใช้ โดยภาพรวมก็ถือว่าไม่ได้แย่มากมายนัก ซึ่งข้อดีแรกๆ ที่จะต้องกล่าวถึงก็คือเรื่องของราคาที่ไม่ได้แพงจนเกินเหตุ ทั้งยังมีการใส่ฟังก์ชันรวมถึงนวัตกรรมเพื่อการใช้งานมาให้แบบจัดเต็ม ในขณะเดียวกันด้วยพลังขับเคลื่อนที่อาจไม่ได้เยอะมากมายนัก จึงอาจมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่บ้างนั่นเอง

บทส่งท้าย

แบรนด์รถไฟฟ้าอย่าง MG หรือ Morris Garage อาจเพิ่งเริ่มเข้ามาทำตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยได้ไม่นานนัก แต่กลับก้าวขึ้นสู่หนึ่งในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขวัญใจผู้ใช้งานได้ในเวลาไม่นาน เนื่องจากมีราคาที่น่าสนใจ ดีไซน์รถในแต่ละรุ่นโดดเด่นเรื่องความสวยงาม ทั้งยังมีสมรรถนะการใช้งานต่างๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานต่างมั่นใจและอยากที่จะเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์เชื้อเพลิงแบบเดิมมาใช้รถไฟฟ้า MG กันมากขึ้นอีกด้วย

ขอขอบคุณคลิปจาก autolifethailand official

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ simstation.in.th

7 แบรนด์ รถไฟฟ้า รุ่นไหนดี ประหยัดพลังงาน ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่

Categories
บทความทั่วไป

TOYOTA YARIS โดดเด่นอย่างมีสไตล์ คุ้มค่าในทุกการขับขี่

TOYOTA YARIS

หากจะเรียกรถยนต์รุ่น TOYOTA YARIS ว่าเป็นรถนั่งระดับตำนานก็คงไม่ผิด เพราะถึงใครจะมองว่าเป็นรถเล็ก แต่นี่คือรถรุ่นเรือธงของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า คันนี้ไม่ได้มีดีแค่รูปโฉมภายนอกที่โดนใจคนเมืองแบบสุดๆ เรื่องสมรรถนะการขับขี่ก็ไม่ธรรมดา เน้นใช้งานง่าย ประหยัด คล่องตัวในทุกจังหวะ และสำหรับสายแต่งรถก็บอกได้คำเดียวเลยว่า ชุดแต่งของรถตระกูลนี้สวยจนใจเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง TOYOTA YARIS CROSS ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของรถในกลุ่มยาริสดูดีมากขึ้นไปอีก

เผยโฉม TOYOTA YARIS ที่ไม่ได้มีแค่รถเก๋งขนาดกะทัดรัด

จากการเปิดตัวครั้งแรกของรถนั่งโตโยต้า ยาริส ที่มีการออกแบบให้ตัวรถมีขนาดกะทัดรัด เน้นการใช้งานในเขตเมืองเป็นหลัก แล้วก็ดันได้รับความนิยมอย่างมากจนผลิตแทบไม่ทัน จากนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงติดภาพจำว่า TOYOTA YARIS จะต้องมีขนาดเล็กเสมอ ทั้งที่ความจริงรถรุ่นใหม่ได้พัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างไปจากเดิม ก่อนจะไปถึงน้องใหม่แกะกล่องอย่าง YARIS CROSS เราเลยจะพาไปรู้จักกับรถรุ่นพี่ยอดนิยมทั้ง 4 กันก่อน

TOYOTA YARIS

TOYOTA YARIS รุ่น Sport

โตโยต้า ยาริสรุ่นนี้มีงานดีไซน์ที่ค่อนข้างโฉบเฉี่ยว ไฟหน้ามีขนาดใหญ่และช่วงปลายเชิดขึ้น กระจังหน้าเป็นสีดำเงาดูดุดันพร้อมตกแต่งเพิ่มมิติด้วยแถบโครเมี่ยม ด้านท้ายเชิดขึ้นเล็กน้อย มีสปอยเลอร์สั้นและเสาอากาศปลาฉลาม ภายในตกแต่งด้วยสีดำแซมเทา ฐานเกียร์สีดำเปียโน มาพร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และหน้าจอดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว มีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ควบคุมการทรงตัว และระบบความปลอดภัยพื้นฐานอื่นๆ ครบครัน

TOYOTA YARIS รุ่น Smart

เรื่องความหรูหราและประสิทธิภาพการใช้งานต้องยกให้รุ่นนี้ โตโยต้า ยาริส ที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานมากขึ้น ภายนอกจะมีความเรียบหรูกว่ารุ่น Sport อย่างเห็นได้ชัด ช่วงตัวรถที่ยาวกว่าทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางกว่า แต่การตกแต่งภายนอกทั้งด้านหน้าและด้านหลังไม่ต่างกันมากนัก ส่วนที่พิเศษจะเป็นฟังก์ชันภายในกับสมรรถนะที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ใช้กระจกหน้าแบบ Acoustic Glass ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนได้ยอดเยี่ยม ะบบ Smart Entry และ Push Start จอเครื่องเล่นขนาด 8 นิ้วที่รองรับการเชื่อมต่อหลายระบบ เป็นต้น

TOYOTA YARIS

TOYOTA YARIS รุ่น Premium

รุ่นนี้ถือว่าเป็นรถโตโยต้า ยาริสแบบ minor change เพราะเป็นการดัดแปลงมาจากรุ่น Smart ภายนอกแทบจะเหมือนกัน มีความแตกต่างแค่เฉดสีที่เพิ่มขึ้น แต่ภายในจัดหนักจัดเต็มกับการตกแต่งทุกอย่างให้ Premium สมชื่อ ฟังก์ชันต่างๆ ที่มีในรถรุ่น Smart ก็จะมีในรุ่นนี้ด้วย แล้วก็เพิ่มลำโพงเป็น 6 ตำแหน่ง ขยายขนาดจอดิจิทัลเป็น 9 นิ้ว มีกล้องมองรอบคัน และเพิ่มระบบเตือนทั้งป้องกันการชนรอบคัน เตือนเมื่อกำลังถอยรถ และเตือนเวลาที่รถกำลังออกนอกเลนด้วย ครั้งนี้ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ผู้ใช้แบบจัดเต็มเลย

TOYOTA YARIS รุ่น Premium S

อีกครั้งกับการ minor change เมื่อทางโตโยต้าเห็นว่ารุ่น Premium ได้เสียงตอบรับที่ดีมาก แต่พอเปรียบเทียบระหว่างรุ่น Premium กับรุ่น Smart ก็ยังไม่สามารถดึงดูดใจผู้ขับขี่บางกลุ่มให้ขยับรุ่นรถขึ้นมาได้ จึงปล่อยไพ่ใบใหม่ด้วยการแต่งภายในของ TOYOTA YARIS Premium ให้โดดเด่นจนคนต้องเหลียวมอง การตกแต่งภายในเลือกใช้เป็นสีทูโทนดำ-แดง แผงประตูและที่พักแขนหุ้มหนังแดงและเดินด้ายแดง พวงมาลัยก็ตกแต่งด้วยงานเมทัลลิกเพิ่มเติม

TOYOTA YARIS

TOYOTA YARIS CROSS ครั้งแรกกับการบุกตลาด B-SUV

ในปี 2024 นี้ TOYOTA YARIS ได้เปิดตัวน้องใหม่รุ่นล่าสุดภายใต้ชื่อ YARIS CROSS และเป็นการลบภาพจำเก่าของเหล่าแฟนคลับรถนั่งขนาดกะทัดรัดไปเลย เนื่องจากรถรุ่นนี้เป็นประเภทครอสโอเวอร์ B-SUV ที่ไม่ได้มีดีแค่ความกว้างขวางของห้องโดยสาร เพราะมาในแนวคิดของรถหรูระดับ Premium Luxury ชนิดที่ว่าหลายคนเริ่มชั่งใจเทียบกับรถรุ่น COROLLA กันเลย ไปดูกันว่ามีอะไรเป็นจุดขายกันบ้าง

  • YARIS CROSS จะได้เครื่องยนต์ไฮบริดแบบเฉพาะของโตโยต้า ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่า
  • รูปโฉมที่ไม่เหลือเค้าเดิมของรถกลุ่มยาริส YARIS CROSS จะดูใหญ่และกว้างกว่า มีความดุดัน โฉบเฉี่ยว ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับ
  • ระบบไฟ Full LED แบบจัดเต็ม มีระบบเปิดปิดไฟอัตโนมัติ มีไฟตัดหมอก และฟังก์ชัน Follow-me-home เรียกว่าครบครันเรื่องไฟไม่ต้องแต่งเพิ่มอีกเลย
  • ตัว Top TOYOTA YARIS CROSS จะได้หลังคา Panoramic Glass Roof มาด้วย แต่จะไม่สามารถเปิดปิดกระจกได้ ควบคุมได้แค่ม่านกรองแสงเท่านั้น ส่วนนี้ช่วยให้รู้สึกโล่งโปร่งสบายมากขึ้น โดยไม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดภายนอก
  • ภายในใส่เทคโนโลยีให้แบบไม่กั๊ก ไล่ไปตั้งแต่หน้าจอแสดงข้อมูลแบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว เบรกมือไฟฟ้า ระบบกรองฝุ่น PM2.5 จออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสที่เชื่อมต่อได้หลายระบบ Wireless Charger และอื่นๆ อีกมากมาย
  • ระบบความปลอดภัยก็เต็มพิกัดเช่นเดียวกัน อะไรก็ตามที่เป็นระบบมาตรฐานมีในรถรุ่นนี้ทั้งหมด และยังเพิ่มเติมระบบเตือนต่างๆ เช่น เตือนมุมอับสายตา เตือนเมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว เตือนเมื่อพบการเหยียบคันเร่งที่ผิดปกติ เป็นต้น 
  • มีระบบอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน TOYOTA YARIS CROSS เช่น ระบบวัดความแรงดันลมยาง เป็นต้น

ข้อแตกต่างของรถ COROLLA กับ TOYOTA YARIS CROSS

หลังจากได้เห็นคุณสมบัติทั้งหมดของรถรุ่น TOYOTA YARIS CROSS กันไปแล้ว หลายคนก็เริ่มลังเลใจว่าจะเปิดใจให้น้องใหม่ หรือจะกลับไปเทใจให้กับรุ่นพี่ในค่ายเดียวกันอย่าง COROLLA งานนี้เราก็เลยต้องเปรียบเทียบให้เห็นว่ารถ 2 รุ่นนี้ต่างกันตรงไหน ซึ่งเรื่องรูปโฉมภายนอกน่าจะเป็นความชื่นชอบเฉพาะบุคคล เราเลยจะไปที่สเปคในส่วนอื่นกันเลย ฟังก์ชันภายในไม่ค่อยหนีกันมากเท่าไร จุดที่ต่างจริงๆ จึงเหลือแค่อย่างเดียว คือตัวถังของยาริสเล็กกว่า COROLLA แล้วก็มีช่องว่างด้านล่างสูงกว่าด้วย

ด้วยลักษณะทางกายภาพแบบนี้เลยทำให้ TOYOTA YARIS ค่อนข้างได้เปรียบในด้านความคล่องตัว แต่ COROLLA ยังคงเหนือกว่าในเรื่องสมรรถนะการขับขี่ที่ย่านความเร็วสูง เวลาเพิ่มอัตราเร่งรถจะมีความเสถียรกว่า ไม่โยกไม่ส่าย และไม่มีอาการเหินให้เห็น ดังนั้นการจะตัดสินใจว่าควรซื้อรถรุ่นไหนดีกว่า ก็ต้องมองเรื่องรูปแบบการใช้รถของตัวเองประกอบด้วย 

อ่านบทความอื่น ๆ >> BMW XM รถยนต์ SUV พันธุ์ดุ คันใหญ่ ผสานสองขุมพลัง

10 อันดับ ยางรถยนต์ขอบ17 ยี่ห้อไหนดี นุ่มเงียบ ราคาถูก ปี 2023

Categories
บทความทั่วไป

อัพเดทข้อมูล ทำใบขับขี่รถยนต์ 2567 ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ทำใบขับขี่รถยนต์

สำหรับใครก็ตามที่ออกรถใหม่ป้ายแดงมาแล้วยังไม่มีใบขับขี่ หรือใช้รถมานานเป็นปีแล้วแต่ก็ยังไม่ทำใบขับขี่รถยนต์สักที ไม่ว่าจะด้วยความคิดที่ว่าแค่ขับขี่อยู่แถวบ้าน ไม่ได้เดินทางไปไหนไกล หรือจะด้วยความกังวลใจว่าการสอบเพื่อทำใบขับขี่ใหม่นั้นเป็นเรื่องยาก บอกเลยว่าปีนี้ทุกอย่างจะง่ายขึ้น และผู้สอบก็มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในบทความนี้จะอธิบายทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทำใบขับขี่เตรียมเอกสารอะไรบ้าง ทำใบขับขี่ครั้งแรกเสียกี่บาท และทำใบขับขี่เตรียมตัวอย่างไร เพราะฉะนั้นมีเวลาเมื่อไรควรรีบไปทำเรื่องสอบ จะได้ใช้รถใช้ถนนอย่างสบายใจและช่วยให้ไม่เสียสิทธิ์ที่พึงได้กรณีมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ทางเลือกสำหรับการทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรก

ก่อนหน้านี้การสอบใบขับขี่จะต้องเดินทางไปที่กรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ต้องยื่นเอกสารพร้อมเข้ารับการทดสอบร่วมกับคนอื่นๆ และจำเป็นต้องสอบในวันเวลาราชการ ซึ่งหลายคนไม่ค่อยสะดวก แต่เดี๋ยวนี้เรามีทางเลือกมากกว่า และอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้มือใหม่หัดขับรู้สึกสบายใจกับการสอบมากกว่าด้วย อย่างไรก็ตามแต่ละช่องทางก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ก่อนตัดสินใจทำใบขับขี่รถยนต์ผ่านช่องทางไหนจึงต้องรู้เรื่องเหล่านี้เสียก่อน

เรียนและสอบผ่านโรงเรียนสอนขับรถ

ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังหัดขับรถ เพราะสามารถเลือกหลักสูตรที่จะเรียนได้ตามต้องการ มันจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคขับขี่ให้ปลอดภัย รู้วิธีควบคุมรถในสถานการณ์ต่างๆ พร้อมกับเรียนรู้กฎจราจรไปด้วย เราจะได้ฝึกปฏิบัติจริงโดยมีครูฝึกดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นส่วนตัว จากนั้นจะมีระบบให้สอบเพื่อทำใบขับขี่รถยนต์ที่โรงเรียนเลย เมื่อสอบผ่านก็นำใบรับรองไปยื่นที่กรมการขนส่งทางบก แล้วเจ้าหน้าที่จะออกใบขับขี่ตัวจริงให้ 

ข้อดีคือสะดวกสบายมาก เพราะทางโรงเรียนช่วยดูแลเรื่องการจัดเตรียมเอกสารต่อใบขับขี่ 2567 และให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ มีบริการแม้กระทั่งรถยนต์ให้ยืมขณะฝึกหัดและสอบขับขี่จริงในสนาม แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเนื่องจากการสอบนี้เป็นเหมือนการลงคอร์สเรียนขับรถไปด้วยในตัว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้โดนมิจฉาชีพหลอกและลดความเสี่ยงที่จะได้ใบขับขี่ปลอม ควรเลือกใช้บริการโรงเรียนที่ได้การรับรองจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น

เรียนด้วยตัวเองแล้วสอบตรงกับกรมการขนส่งทางบก

ช่องทางการทำใบขับขี่รถยนต์แบบดั้งเดิมที่ยังคงเป็นตัวเลือกของหลายๆ คนอยู่ ก็คือการติดต่อยื่นเอกสารต่อใบขับขี่ 2567 และขอสอบที่กรมการขนส่งทางบก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนและรถยนต์จะเป็นทะเบียนของจังหวัดใด สามารถไปติดต่อขอสอบกับกรมการขนส่งทางบกที่ไหนก็ได้ที่สะดวก เพียงแค่วิธีการติดต่อในปัจจุบันจะแตกต่างจากเมื่อก่อนเล็กน้อย คือแทนที่เราจะเดินเข้าไปแล้วลุ้นหน้างานว่าคนสอบจะเยอะไหม มีคิวว่างพอให้สอบหรือไม่ เราสามารถจองวันเวลาที่สะดวกได้ล่วงหน้าเลย ข้อดีของการสอบตรงด้วยตัวเองแบบนี้คือมีค่าใช้จ่ายน้อย และมั่นใจว่าจะได้รับใบขับขี่ใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน แต่ก็แลกกับขั้นตอนดำเนินการที่มากสักหน่อย

ขั้นตอนการทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรกด้วยตัวเอง

อย่างแรกที่อยากจะบอกกับทุกคนก็คือ การทำใบขับขี่ใหม่ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ต้องรู้ว่าทำใบขับขี่เตรียมเอกสารอะไรบ้าง จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน แล้วก็ทำทุกอย่างไปตามขั้นตอน โดยปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดให้การทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรกต้องสอบทั้งหมด 2 วัน แบ่งเป็นการเข้าอบรม 1 วัน ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนอีกวันเป็นการสอบข้อเขียนและการสอบปฏิบัติ ถ้าสอบผ่านทั้งหมดก็ถ่ายรูปพร้อมรับบัตรในวันนั้นเลย ทีนี้มาดูกันว่าแต่ละขั้นตอนเตรียมตัวอย่างไรและทำอะไรบ้าง

จองคิวสอบผ่านแอพพลิเคชัน DLT Smart Queue

อันดับแรกให้จองวันเวลาที่จะเข้าสอบให้เรียบร้อยก่อน เพราะบางครั้งอาจต้องรอหลายวันกว่าจะมีคิวว่าง วิธีการคือให้เข้าไปที่แอพพลิเคชัน DLT Smart Queue ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android หรือจะเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ก็ได้ หลังเข้าสู่ระบบได้แล้วให้เลือกหมวด “งานใบอนุญาต” แล้วเลือก “ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล” สุดท้ายแล้วจะเจอกับตารางปฏิทินที่ระบุวันเวลาให้บริการ เราแค่ดูวันที่สะดวกและยังมีคิวว่างอยู่ เมื่อกดจองคิวผ่านระบบออนไลน์เสร็จสิ้นจะมีข้อมูลโชว์ในประวัติส่วนตัวว่าเราจองคิวทำใบขับขี่รถยนต์วันไหน ทำใบขับขี่เตรียมเอกสารอะไรบ้าง และทำใบขับขี่ครั้งแรกเสียกี่บาท

อ่านคู่มืออบรมใบขับขี่และจัดเตรียมเอกสาร

เมื่อจองคิวได้แล้วให้เข้าไปที่ https://safedrivedlt.com เพื่อดาวน์โหลดคู่มืออบรมใบขับขี่มาอ่านเป็นข้อมูลเบื้องต้น พร้อมกับจัดเตรียมเอกสารต่อใบขับขี่ 2567 ให้เรียบร้อย ซึ่งเอกสารมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ

  • บัตรประชาชนฉบับจริง ไม่ต้องถ่ายสำเนา
  • ใบรับรองแพทย์ ที่มีอายุไม่เกิน 1 เดือน

ใบรับรองแพทย์สามารถขอที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไหนก็ได้ โดยแจ้งว่าขอใบรับรองแพทย์เพื่อสอบใบขับขี่ เพราะจะมีแบบฟอร์มเฉพาะที่กำหนดไว้อยู่ นอกจากนี้ถ้าไม่มั่นใจก็สามารถเช็กซ้ำผ่านแอพพลิเคชันได้ว่าทำใบขับขี่เตรียมเอกสารอะไรบ้าง รวมถึงเช็กข้อมูลอื่นได้ด้วย เช่น ทำใบขับขี่ครั้งแรกเสียกี่บาท เป็นต้น

เข้าฟังอบรมภาคทฤษฎีจำนวน 5 ชั่วโมงเต็ม

สำหรับการทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรก จะต้องเดินทางไปฟังอบรมที่กรมการขนส่งทางบกที่เลือกไว้เท่านั้น ไม่สามารถอบรมผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยระยะเวลารวมในการอบรมจะอยู่ที่ประมาณ 5 ชั่วโมง แบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย เนื้อหาก็เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย กฎหมายและข้อควรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งจะอยู่ในข้อสอบภาคทฤษฎีด้วย ส่วนนี้จึงค่อนข้างสำคัญ ควรตั้งใจและทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด เพื่อให้การสอบผ่านไปได้อย่างราบรื่น

สอบข้อเขียน

รูปแบบการสอบจะเป็นการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการจับเวลาเฉพาะบุคคล เริ่มเข้าสู่ระบบเมื่อไรเวลาก็เริ่มเดินเมื่อนั้น เนื้อหาจะแบ่งเป็น 9 หมวด 50 ข้อ ผู้สอบต้องได้คะแนนมากกว่า 90% ถึงจะผ่านเกณฑ์ พอทำข้อสอบเสร็จเราจะรู้ผลคะแนนทันที คนที่สอบผ่านข้อเขียนเท่านั้นที่จะได้สอบภาคปฏิบัติต่อ แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องนัดวันเข้ามาสอบซ่อมกันใหม่ ส่งผลให้การทำใบขับขี่รถยนต์กินเวลายืดยาวออกไปอีก ดังนั้นถ้าถามว่าทำใบขับขี่เตรียมตัวอย่างไร ก็ต้องบอกว่าเตรียมตัวสอบข้อเขียนให้ผ่านในครั้งเดียวให้ได้

สอบภาคปฏิบัติพร้อมรับใบขับขี่

การสอบภาคปฏิบัติจะมีท่าบังคับอยู่ 3 ท่าด้วยกัน ได้แก่ เดินหน้าและถอยหลัง จอดเทียบทางเท้า และการถอยรถเข้าซอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับคนที่ใช้รถเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หากเป็นมือใหม่ที่ยังไม่คล่องมากนัก ก็ควรฝึกด้วยตัวเองก่อนถึงวันสอบ เพราะบางสนามจะไม่อนุญาตให้สอบซ่อมในวันเดียวกัน ต้องนัดวันมาสอบใหม่เช่นเดียวกับการสอบซ่อมข้อเขียน คราวนี้มาดูกันว่าสอบภาคปฏิบัติเพื่อทำใบขับขี่เตรียมตัวอย่างไร

เดินหน้าและถอยหลัง

ด่านแรกของการทำใบขับขี่รถยนต์ เป็นการบังคับรถให้เดินหน้าและถอยหลังตามทางเดินรถที่มีขนาดประมาณ 2.5 เมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของช่องจราจรทั่วไป ความยาวของด่านทดสอบอยู่ที่ประมาณ 10-20 เมตร ผู้สอบมีหน้าที่แค่เดินรถไปโดยห้ามเบียดขอบด้านข้าง ห้ามทับแนวเส้นที่กำหนด ห้ามรถดับขณะเดินหน้าหรือถอยหลัง และต้องขับเคลื่อนรถแบบรวดเดียวจบเท่านั้น

จอดเทียบทางเท้า

เป็นการขับรถมาหยุดในจุดที่กำหนด ซึ่งเป็นการจอดในลักษณะจอดเทียบด้านข้างของทางเท้า โดยจะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า ด้านหน้ารถจะต้องหยุดห่างจากจุดหยุดไม่เกิน 1 เมตร และด้านข้างจะต้องห่างจากทางเท้าไม่เกิน 25 เซนติเมตร ขณะเดียวกันล้อรถก็ต้องไม่เบียดขอบทางเท้าหรือปีนขึ้นด้านบน ถึงจะผ่านเกณฑ์ของการทำใบขับขี่รถยนต์ได้ นอกจากนี้จะต้องเป็นการขับขี่มาแล้วหยุดรถให้นิ่งในครั้งเดียว เมื่อหยุดแล้วก็ไม่สามารถขยับได้อีก

ถอยรถเข้าซอง

ด่านสุดท้ายของการทำใบขับขี่ใหม่ สนามสอบจะมีการตั้งกรวยหรือตีเส้นไว้เป็นช่องจอดรถ ผู้สอบจะต้องขับรถไปถึงจุดนั้น แล้วถอยหลังเข้าจอดในช่องให้ได้ โดยจะมีการกำหนดจำนวนครั้งการเข้าเกียร์เอาไว้ เมื่อรถหยุดสนิทแล้วเริ่มเข้าเกียร์ถอยหลังจะนับเป็นครั้งที่ 1 เงื่อนไขการสอบให้ผ่านก็คือจะต้องจอดให้ช่องให้ได้ ตัวรถขนานไปกับช่องจอด ล้อหมุนตรงไปข้างหน้า และต้องเปลี่ยนเกียร์เพื่อเดินหน้า-ถอยหลังไม่เกินจำนวนที่กำหนด

ชำระค่าบริการและรับใบขับขี่รถยนต์

เมื่อสอบผ่านทั้งหมดแล้วก็ถึงเวลาถ่ายรูปติดบัตรและชำระค่าบริการ คำถามต่อมาก็คือ ทำใบขับขี่ครั้งแรกเสียกี่บาท การทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรกจะได้รับเป็นใบขับขี่ชั่วคราวที่มีอายุ 2 ปี ค่าใช้จ่ายแบ่งเป็นค่าคำขอ 5 บาท และค่าธรรมเนียมอีก 200 บาท รวมเป็น 205 บาท เมื่อถึงเวลาต้องมาต่ออายุก็จะได้เปลี่ยนจากบัตร 2 ปีเป็นบัตร 5 ปี และเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็น 500 บาท ยอดรวมจึงเป็น 505 บาท หลังจากชำระเงินก็รอรับใบขับขี่ใหม่ได้เลย

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำใบขับขี่รถยนต์

  • คุณสมบัติของผู้ที่สามารถทำใบขับขี่รถยนต์ คือต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่เป็นผู้พิการและไม่มีโรคประจำตัวที่ทำให้เห็นว่าไม่สามารถขับรถได้ ไม่เป็นคนวิกลจริต และไม่อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • เอกสารต่อใบขับขี่ 2567 สำหรับผู้ที่ใบขับขี่หมดอายุ ไม่แตกต่างจากผู้ที่ทำใบขับขี่ใหม่ แค่ต้องนำใบขับขี่ที่หมดอายุมาด้วยเท่านั้น
  • สามารถต่ออายุใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 2 เดือน และหากขาดการต่ออายุใบขับขี่เกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี ต้องสอบข้อเขียนใหม่ ถ้าเกินกว่านั้นต้องสอบใหม่ทั้งหมด
  • ทำใบขับขี่เตรียมตัวอย่างไร อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้สอบผ่านในรอบเดียว คือการฝึกทำข้อสอบภาคทฤษฎีจากแนวข้อสอบเก่า ฝึกซ้ำหลายๆ รอบจนกว่าจะคุ้นกับคำถามและคำตอบ ซึ่งแนวข้อสอบก็มีให้ในหน้าเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบกอยู่แล้ว 

อ่านบทความอื่น ๆ >> BMW XM รถยนต์ SUV พันธุ์ดุ คันใหญ่ ผสานสองขุมพลัง

10 อันดับ ยางรถยนต์ขอบ17 ยี่ห้อไหนดี นุ่มเงียบ ราคาถูก ปี 2023

Categories
บทความทั่วไป

รถเก๋งไฟฟ้า ราคา น่าสนใจในไทยที่ที่น่าสนใจมีรุ่น ไหนคุ้มค่า

รถเก๋งไฟฟ้า ราคา

รถเก๋งไฟฟ้าราคาในไทยก็มีให้เลือกพิจารณาหลากหลายยี่ห้อว่ารถเก๋งไฟฟ้ายี่ห้อไหนดีไม่ว่าจะเป็นร ถยนต์ไฟฟ้า ราคา ไม่แพงยี่ห้อจากประเทศจีนอย่างเช่นจากค่าย gwm ora byd neta ที่เป็นรถเก๋งไฟฟ้าราคาไม่แพงที่มีฟังก์ชันครบครันนอกจากนี้แล้วยังมีจากฝั่งยุโรปเช่นออดี้ BMW Mercedes Benz mini Cooper รและ Volvo 

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในราคาของรถยนต์ซึ่งการซื้อซื้อรถ EV ก็ควรจะรู้ถึงราคารถไฟฟ้าว่ารุ่นไหนมีราคาอย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ ตรงต่อภาพลักษณ์ที่เราต้องการหรือไม่

รถเก๋งไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ที่ควรเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแต่ละท่าน

ปัจจุบันนี้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเพราะว่าถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่ทำให้ประหยัดฆ่าเชื้อเพลิงซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีรถลนไฟฟ้าหลายๆยี่ห้อตีตลาดในประเทศไทยรวมถึงรถยนต์ยี่ห้อใหม่ๆ จากประเทศจีนก็มีอยู่หลายยี่ห้อเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ราคาไม่แพง มีดีไซน์สวยออฟชั่นที่น่าสนใจ ตลอดจนยังมีรถยนต์จากค่ายยุโรปที่ให้ความหรูหรา 

ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ก็ประมาณการซื้อรถของแต่ละท่านว่ามีจำนวนเท่าไหร่ก็สามารถเลือกได้ตามความต้องการซึ่งวันนี้เราขอแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2024 ที่มีราคาไม่แพงเพื่อให้ท่านพิจารณาดูเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแต่ละท่าน ว่าควรใช้รถยนต์ยี่ห้อไหนมีความเหมาะสมต่อการใช้งานของแต่ละท่านหรือไม่

แนะนำ รถเก๋งไฟฟ้า ราคา ไม่แพง ดีไซน์สวยน่าขับ

ท่ามกลางกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงในปัจจุบันนี้หลายๆ ท่านคงลำบากใจในการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ที่ว่าควรจะซื้อยี่ห้อไหนดีซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ซึ่งมี option ดีๆมากมายและยังมีราคาไม่แพงถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์มนปีก่อนหน้านี้ 

ดังนั้นก่อนควรจะเลือกซื้อก็ควรเลือกเปรียบเทียบราคารถยนต์แต่ละยี่ห้อแต่ละคันว่ามี option ที่น่าสนใจอะไรบ้างและมีสมรรถภาพของรถยนต์เป็นอย่างไรคุ้มค่าหรือไม่ดังนั้นเราจึงขอเสนอ 5 รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2024ที่ราคาไม่แพงและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปว่ามีอะไรบ้าง

รถเก๋งไฟฟ้า ราคา

1: ORA good cat 

มาในราคาไม่ถึง 1 ล้านบาทเพียงแค่ 980,000 บาทเท่านั้น แต่ก็มาในดิขนาดรถที่กว้างขวาง มีขนาดพอๆกับรถยนต์ honda city แต่มีความสูงกว่าหลังคาโปร่งกว่า มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัวแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor มีกำลัง 145 แรงม้า แรงบิดที่ 210 นิวตันเมตร ใช้การขับเคลื่อนล้อหน้า สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 152 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รถเก๋งไฟฟ้า ราคา

2: MG EP  mg 

ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่แพง ซึ่งรุ่นนี้มาในสไตล์รถครอบครัวแบบ 5 ประตูเสนอราคาเพียงแค่ 990,000 บาทในราคาไม่ถึงล้านกับดีไซน์ที่แสนจะหรูหรากับวัสดุที่คงทนมีดีไซน์ที่เรียบหรูมาพร้อมกับมอเตอร์แบบSynchronous Motor มีกำลังสูงสุดที่ 165 แรงม้า  แรงบิดสูงสุดที่ 260 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยใช้อัตราเร่ง 0-100 กมเพียงแค่8 วินาที ในระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและมีระบบเกียร์แบบ single speed

3: Nissan LEAF

นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนแล้วก็ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่แพงให้เลือกซื้อซื้อรถ EV จากประเทศญี่ปุ่นอีก 1 ตัวที่น่าสนใจจากค่าย Nissan ซึ่งค่าย Nissan นี้มีประสบการณ์การทำรถยนต์น้ำมันมาอย่างยาวนาน ซึ่งขึ้นชื่อในการใช้วัสดุและมีความคงทนสูง แต่มาในรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานยุโรปในราคาเพียงแค่ 1.4 ล้านบาท มาด้วยดีไซน์ 5 ประตูแบบสปอร์ต ทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบSynchronous electric Motor รหัส EM57 มีพลังแรงม้าสูงสุดที่150 แรงม้ามีแรงบิดสูงสุดที่ 320 นิวตันเมตร

4: BYD E6

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายแดนมังกร ที่มีความน่าสนใจทั้งราคาและการดีไซน์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบAC Permanent Magnet Synchronous Motor มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 70 แรงม้า เพลงบิดสูงสุดที่ 180 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้าแม้ว่าจะมีกำลังแรงม้าน้อยกว่ายี่ห้ออื่น แต่dHทดแทนด้วยการชาร์จ 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ถึง 520 กิโลเมตรเลยทีเดียว  รวมถึงห้องโดยสารที่กว้างกว่าและพื้นที่การจัดเก็บสัมภาระภายในรถยนต์ที่ค่อนข้างกว้างกว่ารถยี่ห้ออื่น จึงถือว่าไม่แพ้ยี่ห้อรถยนต์ยี่ห้อค่ายไหนเลย

รถเก๋งไฟฟ้า ราคา

5:  NETA V

รถยนต์ไฟฟ้า NETA V ประมาณใน design แบบ 5 ประตู มีหลังคายกสูงซึ่งถือว่าเป็นการดีไซน์แบบ segment เดียวกับ honda city และ mazda 2และ toyota yaris มีกำลังสูงสุดที่ 95 แรงม้า ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งได้ถึง 384 กิโลเมตร อัตราความเร็วสูงสุดอยู่ที่124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีราคาเพียง มีราคาเพียง 549,000 บาทเท่านั้น

บทสรุปรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2024 ควรซื้อยี่ห้อไหนจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้รถเก๋งไฟฟ้า ราคา ที่เอื้อมถึงจากประเทศจีนก็ไม่ได้ด้อยกว่ารถยนต์จากค่ายในยุโรปหรือค่ายจากประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวหน้า ดังนั้นจึงเป็นข้อดีของท่านผู้ใช้รถยนต์แต่ละคนที่จะได้ใช้รถยนต์ที่มีดีไซน์สวย ทันสมัย ราคาไม่แพง แถมยังประหยัดพลังงาน แต่เหนื่อสิ่งอื่นใดสำหรับการซื้อรถ EV  เลือกรุ่นรถยนต์ไฟฟ้านั้นก็คือ ควรทดลองขับรถยนต์คันนั้นก่อนว่ามีการขับเคลื่อนเป็นอย่างไร เหมาะกับการขับขี่ของแต่ละท่านหรือไม่ เพราะการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้านั้ นก็อาจจะมีความแตกต่างกับการขับขี่จากการใช้รถพลังงานน้ำมันอยู่บ้างดังนั้นจึงไม่ควรลืมทดลองขับให้มีความคุ้นเคย และเลือกรถรุ่นที่พึงพอใจมากที่สุดซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีรถยนต์ไฟฟ้า ราคาไม่แพง ทำให้เลือกได้ว่าควรจะซื้อรถเก๋งยี่ห้อไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ราคาที่เหมาะสมและมีสมรรถภาพสูงสุดคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

อ่านบทความอื่น ๆ >> BMW XM รถยนต์ SUV พันธุ์ดุ คันใหญ่ ผสานสองขุมพลัง

10 อันดับ ยางรถยนต์ขอบ17 ยี่ห้อไหนดี นุ่มเงียบ ราคาถูก ปี 2023