Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

จอยพวงมาลัย จอยที่ต้องเลือกให้เหมาะกับเกม

การเล่นเกมรถแข่ง หลายคนการเล่นกับจอยสติ๊ก แบบธรรมดาทั่วไปอาจจะเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์การเล่นเกมของคุณได้มากกว่า แต่การใช้ จอยพวงมาลัย ก็นับว่าเป็นความใฝ่ฝันของใครหลาย ๆ คนอยู่ไม่น้อย แต่การเลือกซื้อจอยพวงมาลัยนั้น คุณอาจจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการเลือกซื้อ เนื่องจากไม่ใช้ว่า จอยพวงมาลัย ทุกชิ้นทุกรุ่นจะสามารถเล่นกับเกมหรือเครื่องเล่นเกมที่คุณมีได้ ดังนั้นอาจจะต้องศึกษาให้ดีก่อนการเลือกซื้อ

จอยพวงมาลัย ระบบขับตรง (Direct Drive) จอยที่ให้ฟีลลิงสมจริง

เมื่อกล่าวถึง จอยพวงมาลัย หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่า จอยรูปแบบนี้นั้น มีอยู่ด้วยกันหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเฟือง, ระบบสายพาน หรือแม้แต่กระทั่ง จอยพวงมาลัย ระบบขับตรง (Direct Drive) ที่เรียกได้ว่าเป็นจอยพวงมาลัยที่ให้สัมผัสที่สมจริง และที่สำคัญเหมาะกับคนที่เป็นสายแฟนพันธ์แท้ เกมรถแข่ง เป็นอย่างยิ่ง

จอยพวงมาลัย ระบบขับตรง นั้นมีอยู่หลายแบรนด์ด้วยกัน ซึ่งแต่ละแบรนด์นั้นก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ของจอยระบบี้จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง โดยแบรนด์ชั้นนำที่ผลิตจอยพวงมาลัยระบบนี้ เช่น Simagic และ Fanatec เป็นต้น ซึ่งราคาของแต่ละรุ่นก็จะอยู่ที่หลัก หมื่น ไปจนถึงหลักแสน ซึ่งเป็นจำนวนเม็ดเงินที่ไม่น้อยเลย สำหรับการซื้ออุปกรณ์เล่นเกมรถแข่ง 1 ชิ้น 

โดยราคาของของจอยพวงมาลัยนั้นขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกัน เช่น ยี่ห้อ, รุ่น, วัสดุ, ความสมจริงในขณะเล่นเกม และที่สำคัญคือ ระบบที่รองรับบนเครื่องเล่นเกมต่าง ๆ เช่น PC, PS3, PS4 หรือ PS5 เป็นต้น 

ควรซื้อ จอยพวงมาลัย เพื่อเล่นเกมรถแข่งหรือไม่?

สำหรับการ เล่นเกมรถแข่ง แต่ละคนจะมีความถนัดในการใช้อุปกรณ์เสริมที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะถนัดในการใช้จอสติ๊ก ใช้คีย์บอร์ด หรือบางคนอาจจะถนัดการใช้ จอยพวงมาลัย แต่การซื้อจอยพวงมาลัยที่เป็นระบบขับตรงนั้น อาจจะไม่เหมาะกับคนที่เป็นมือใหม่ในการเล่นเกมรถแข่งสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีราคาสูง ดังนั้นหากใครที่อยากลองซื้อจอยพวงมาลัยมาเล่นเพลิน ๆ เราแนะนำให้เลือกซื้อรุ่นที่เป็นระบบเฟือง หรือระบบสายพานจะดีกว่า เนื่องจากจะมีราคาที่ถูก 

โดย ราคาจอยพวงมาลัยระบบเฟือง แบบครบชุดจะอยู่ที่ประมาณหลักพันต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งใครที่อยากลองใช้อุปกรณ์นี้ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ที่สำคัญคือ จอยพวงมาลัย แต่ละรุ่นอาจจะจะมีองศาของพวงมาลัยที่ต่างกัน ดังนั้นควรเลือกซื้อรุ่นที่พวงมาลัยหมุ่นได้ 900 องศาจะดีที่สุด เพราะจะทำให้คุณสามารถเล่นเกมแข่งรถได้หลายเกมมากยิ่งขึ้น

สล็อตออนไลน์ ฝาก-ถอนไม่มีขั้นต่ำ

Categories
บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Chevrolet Corvette

Chevrolet Corvette หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘Vette เป็นรถสปอร์ตสองประตู 2 ที่นั่งที่ผลิตและจำหน่ายโดยเชฟโรเลตตลอดการผลิตมากว่า 60 ปีและการออกแบบแปดรุ่น ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2496 ถึงปี พ.ศ. 2562 เป็นเครื่องยนต์ด้านหน้าและตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นเครื่องยนต์ขนาดกลาง คอร์เวทท์ทำหน้าที่เป็นรถรัศมีของเชฟโรเลตและได้รับการกล่าวขานถึงประสิทธิภาพและพลาสติกที่โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์กลาสหรือคอมโพสิต – ตัวถัง

ในปีพ. ศ. 2496 เมื่อผู้บริหารของจีเอ็มต้องการตั้งชื่อรถสปอร์ตเชฟโรเลตรุ่นใหม่ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ไมรอนสก็อตต์แนะนำ Chevrolet Corvette หลังจากเรือรบขนาดเล็กที่คล่องแคล่วและชื่อนี้ได้รับการอนุมัติ โมเดลแรกเปิดประทุนได้รับการแนะนำใน GM Motorama ในปีพ. ศ. 2496 และตามมาอีกสิบปีต่อมาในรุ่นที่สองของปีพ. ศ. Corvette ผลิตในเมืองฟลินท์มิชิแกนและเซนต์หลุยส์รัฐมิสซูรีซึ่งผลิตในเมืองโบว์ลิ่งกรีนรัฐเคนตักกี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

Chevrolet Corvette กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนาม “รถสปอร์ตของอเมริกา” ข่าวยานยนต์เขียนว่าหลังจาก ‘นำแสดงโดย’ ในรายการโทรทัศน์ช่วงต้นทศวรรษ 1960 เรื่อง Route 66 เรือลาดตระเวนกลายเป็นความหมายเดียวกันกับอิสระและการผจญภัย “ในที่สุดก็กลายเป็นทั้งคู่” ที่สุด รถแนวคิดที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์และเป็นรถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์”

Chevrolet Corvette รุ่นแรกเปิดตัวในช่วงปลายปี 1953 ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะรถโชว์สำหรับ General Motors Motorama ปี 1953 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 17-23 มกราคมที่โรงแรม Waldorf-Astoria ในนิวยอร์ก [8] โทมัสเอชคีทติ้งผู้จัดการทั่วไปของเชฟโรเลตกล่าวว่าเหลือเวลาอีกหกเดือนถึงหนึ่งปีจากความพร้อมในการผลิต รถคันดังกล่าวสร้างความสนใจมากพอที่จะชักจูงให้ GM ทำเวอร์ชันการผลิตเพื่อขายให้กับสาธารณชน ผลิตครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2496 

คนรุ่นนี้มักเรียกกันว่ารุ่น “เพลาตัน” (ระบบกันสะเทือนหลังอิสระยังไม่ได้นำมาใช้จนถึงรุ่นที่สอง) คอร์เวทท์คอนเวอร์ติเบิลที่สร้างขึ้นด้วยมือจำนวนสามร้อยคันมีการผลิตโปโลไวท์ทั้งหมดสำหรับรุ่นปี พ.ศ. 2496 

รถรุ่นปี 1954 สามารถสั่งซื้อได้ใน Pennant Blue, Sportsman Red, Black หรือ Polo White 3,640 ถูกสร้างขึ้นและขายได้ช้า

รุ่นปี 1953 และ 1954 เป็น Corvettes รุ่นเดียวที่ติดตั้ง Blue Flame อินไลน์หกรุ่นที่สอง 235 ลูกบาศก์ใน (3.9 ลิตร) ที่ 150 แรงม้า (112 กิโลวัตต์ 152 PS)


รุ่นปี 1955 นำเสนอเครื่องยนต์ V8 265 cu in (4.34 L) เป็นตัวเลือก ด้วยสินค้าคงคลังจำนวนมากของรุ่นปี 1954 ที่ขายไม่ออก GM จำกัด การผลิตไว้ที่ 700 ในปี 1955 ด้วย V8 ใหม่เวลา 0–60 ไมล์ต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 1.5 วินาที และได้เห็นคู่แข่งใหม่ 2 รายชื่อ Ford Thunderbird และ Studebaker Speedster เปิดตัวในปีเดียวกันนั้น

เว็บพนันออนไลน์ ฝากถอน ไม่มี ขั้น ต่ํา

Categories
บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Caterham Cars

Caterham Cars เป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตน้ำหนักเบาระดับผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษซึ่งก่อตั้งขึ้นใน Caterham, Surrey โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Crawley, Sussex รุ่นปัจจุบันของพวกเขา Caterham 7 (หรือ Seven) เปิดตัวครั้งแรกในปี 1973 เป็นวิวัฒนาการโดยตรงของ Series 3 Lotus Seven ที่ออกแบบโดย Colin Chapman ในช่วงทศวรรษที่ 1990 บริษัท ได้ผลิต Caterham 21 ซึ่งเป็นทางเลือกด้านบนแบบสองที่นั่งสำหรับ MGF และ Lotus Elise (ซึ่งทั้งคู่ขายได้มากกว่าจำนวนมาก) รถแทร็กอย่างเดียว SP / 300.R ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับ Lola ได้เปิดตัวสำหรับการทดสอบลูกค้าในปี 2010 และมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2013 ในวันที่ 27 เมษายน 2011 Tony Fernandes เจ้าของ Team Lotus ได้ประกาศว่าเขาได้ซื้อ Caterham

Lotus Cars ของ Colin Chapman เปิดตัว Series 1 Lotus Seven ในปี 1957 รถคันนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ที่ชื่นชอบในฐานะรถสปอร์ตราคาประหยัดน้ำหนักเบาและรถแข่งที่ประสบความสำเร็จ รุ่นปรับปรุงซีรีส์ 2 ซีรีส์ 3 และซีรีส์ 4 เปิดตัวในปี 2503, 2511 และ 2513 ตามลำดับ

Caterham Cars เคยเป็นตัวแทนจำหน่าย Lotus 7 รายใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ Graham Nearn ผู้ก่อตั้งได้ซื้อสิทธิ์ในการผลิต Seven design จาก Chapman ในปี 1973 [3] หลังจากที่ Lotus ประกาศความตั้งใจที่จะเลิกผลิตรุ่นนี้ เริ่มแรก Caterham เริ่มการผลิต Lotus Seven Series 4 ใหม่ อย่างไรก็ตามเมื่อสิ่งนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นที่นิยมการผลิตจึงเปลี่ยนมาใช้รุ่นซีรีส์ 3 ในปี พ.ศ. 2517

ในปีพ. ศ. 2517 ภายใต้ชื่อ Seven Cars Limited Caterham ได้สร้างรถยนต์ที่ใช้ในการผลิต 20 คันโดยมีหมายเลขแชสซี 1-20 และรถต้นแบบ 1 คันโดยมีหมายเลขแชสซี 0 (CS3 3550 – CS3 3570) จาก 21 คันที่ผลิตในปีแรกทั้งหมดติดตั้งเครื่องยนต์ Ford Lotus Twin Cam 1557cc ยกเว้นแชสซีหมายเลข 7 ซึ่งมีไว้สำหรับการแข่งขันโดยติดตั้งเครื่องยนต์แคมคู่ขนาด 1962cc ที่มาจาก Alfa Romeo

Lotus / Caterham 7 ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางจากผู้ที่ชื่นชอบรถและสื่อมวลชนว่าเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ของศตวรรษที่ 20 [ต้องการอ้างอิง] ในปี 2550 ถือเป็นปีที่ 50 ของการผลิตอย่างต่อเนื่อง Seven ยังคงได้รับการสนับสนุนและประสบความสำเร็จอย่างมากในกลุ่มคลับแมน – สไตล์การแข่งรถ

ตั้งแต่ปี 2549 Caterham Cars ดำเนินการโดยทีมผู้บริหารของ Lotus ที่นำโดย Ansar Ali (CEO) และ Mark Edwards (COO) ในเดือนมิถุนายน 2012 Ansar Ali ประกาศว่าเขาจะออกจาก Caterham Cars และ Graham Mcdonald (อดีต CFO ของ บริษัท ) กลายเป็นซีอีโอคนใหม่

การก่อสร้าง Caterham

เช่นเดียวกับสารตั้งต้นของ Lotus Seven Caterhams สร้างจากแผ่นอลูมิเนียมที่ยึดติดกับโครงเหล็กท่อ กรวยจมูกและปีกเป็น GRP หรือคาร์บอนไฟเบอร์ขึ้นอยู่กับข้อมูลจำเพาะ All Sevens มีเครื่องยนต์ด้านหน้าพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและสองที่นั่ง สมรรถนะที่สูงมากของพวกเขาทำได้โดยน้ำหนักเบา (น้อยกว่า 500 กก. (1,102 ปอนด์) ในบางรุ่น) แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับแชสซีที่มีน้ำหนักเบาและตัวถัง Caterham Sevens มีมวลที่ต่ำมากเนื่องจากการขาดความสะดวกสบายและคุณสมบัติที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเช่นหลังคาคงที่, ประตู, วิทยุ, เครื่องปรับอากาศ, ถุงลมนิรภัย, ระบบควบคุมแรงฉุด / การทรงตัว, ABS, ระบบนำทางด้วยดาวเทียม หรือระบบควบคุมความเร็วคงที่ ด้วยเหตุนี้ Seven จึงค่อนข้างมีข้อ จำกัด ในการใช้งานจริงสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและแทนที่จะได้รับการยอมรับจากผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ว่าเน้นความสนุกสนานในการขับขี่ทำให้เป็นรถประเภทลู่ / รถแข่งหรือรถ ‘Sunday’

สมัครบาคาร่า888

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

iRacing Pro Invitational Series รายการแข่งขันของ NASCAR ที่จับนักแข่งอาชีพมาขับขี่ในเกมกันจริง ๆ

iRacing Pro Invitational Series

ใครว่าเกมแข่งรถนั้นเทียบกับการแข่งรถของจริงไม่ได้ เมื่อ iRacing เกมแข่งรถซิมูเลชัน ได้กลายมาเป็นที่เพิ่งให้แก่ NASCAR หนึ่งในรายการแข่งรถอันโด่งดังของ อเมริกา ในการใช้จัดแข่งขันแทนการจัดในสนามจริง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

หลังจากที่ทางผู้จัด NASCAR พยายามเลื่อนการแข่งขันออกไปหลายครั้งเพื่อรอดูสถานการณ์ ท้ายสุดพวกเขาก็ไม่อาจรอได้อีกต่อไป พร้อมทั้งหันหน้ามาจับมือกับ iRacing แพลตฟอร์มเกมแข่งรถซิมูเลชัน เพื่อจัดรายการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า ” eNASCAR iRacing Pro Invitational Series ” โดยเป็นการแข่งขันในรูปแบบจำลอง ที่ใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์เพื่อหาผู้ชนะเลยทีเดียว

iRacing สามารถเรียกได้ทั้งเกมแข่งรถหรือโปรแกรมจำลองการแข่งรถได้ในเวลาเดียวกัน เพราะเนื้อหาภายในจะเต็มไปด้วยข้อมูลทางเทคนิคต่าง ๆ มากมาย ชนิดแทบไม่เหมาะกับบุคคลทั่วไปเลยทีเดียว โดยตัวเกมดังกล่าวถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมงาน Papyrus Studio ก่อนเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2009 และด้วยจุดเด่นที่เน้นความสมจริงเอามาก ๆ จึงทำให้ iRacing กลายเป็นเครื่องมือสำหรับฝึกซ้อมและเตรียมตัวก่อนเริ่มจับพวงมาลัยรถจริงของนักขับในสนาม

iRacing Pro Invitational Series

โดยรายการ eNASCAR iRacing Pro Invitational Series ที่จัดขึ้น ได้มีนักแข่งรถตัวจริงที่มีชื่อเสียงอย่าง Dale Earnhardt Jr, Denny Hamlin, Clint Bowyer, Kyle Busch, Kyle Larson และ Christopher Bell รวมไปถึงนักขับรายอื่น ๆ จากรายการ NASCAR Cup Series , Xfinity Series และ NASCAR Gander RV & Outdoors Truck Series มาเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการแล้ว 

นอกจากนี้ระบบการแข่งขันภายในรายการ ยังมีเรื่องของการหักและให้คะแนนอย่างละเอียดที่อ้างอิงมาจากของจริงแบบเป๊ะ ๆ รวมถึงยังมีเรื่องกลุ่มสปอนเซอร์ที่ต่างพากันเข้ามาติดตามผลงานของทีมแข่งขันที่ตนเองสนับสนุนอย่างจริงจังด้วย ( ก่อนหน้านี้เคยมีประเด็นนักแข่งแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนสปอนเซอร์ขอทอนตัวก็มีมาแล้ว )

อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นหลักฐานชั้นดีที่ชี้ได้ว่าเกมแข่งรถแนว Simulation มีระบบที่ดีพอจนสามารถเทียบชั้นการกับวงการขับรถจริง ๆ แต่ทั้งนี้หากใครที่สนใจอยากจะลองสัมผัสเกม iRacing ดู ก็ขอบอกไว้ก่อนว่าคุณจะต้องมีความรู้ด้านยานยนต์และการขับขี่แบบจริงจัง เนื่องจากตัวเกมแข่งรถดังกล่าวนั้น มีรูปแบบการให้บริการแบบสมัคสมาชิกจ่ายเช่ารายเดือน รวมถึงเนื้อหาส่วนใหญ่ข้างในนั้นก็ต้องเติมเงินซื้อด้วย ดังนั้นหากไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งรีบเล่น แล้วรอให้ตนเองเพียบพร้อมทั้งความสามารถ เงิน และอุปกรณ์ ( ชุดพวงมาลัย กับ เก้าอี้ ) จะดีกว่า

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

สล็อต joker ฝาก-ถอน ไม่มี ขั้นต่ำ

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป รีวิว พรีวิว

Assetto Corsa Competizione หนึ่งในเกมแข่งรถ Simulator ที่ตอบสนองเหล่านักซิ่งตัวจริงได้ดีที่สุด

Assetto Corsa Competizione

กลายเป็นเกมขวัญใจนักขับชาว Simulator ไปโดยปริยายสำหรับ Assetto Corsa เกมแข่งรถจำลองคุณภาพที่หลังจากเปิดตัวภาคแรกไปในปี 2014 มันก็ได้รับความนิยมจากเหล่าบรรดาผู้มีใจรักความเร็วเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่ตัวเกมสามารถตอบสนองรูปแบบการขับขี่ต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะการแข่งขันทั้งในหรือนอกสนาม ประกอบกับการสนับสนุนอุปกรณ์การเล่นอันหลากหลาย จึงทำให้ชื่อของ Assetto Corsa กลายเป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงขึ้นหิ้งอีกเกมหนึ่งของวงการไปโดยปริยาย

Assetto Corsa Competizione

Assetto Corsa Competizione 

Assetto Corsa Competizione เป็นเกมแข่งรถเหมือนจริงที่ได้รับการพัฒนาโดยทีมงานจาก Kunos Simulazion ส่วนเนื้อหาภายในตัวเกมของภาคนี้ จะเป็นการจำลองบรรยากาศการแข่งขันรายการประลองความเร็วดังโด่งดัง ตั้งแต่รายการ GT3 Championship, Sprint, Endurance ไปจนถึง Spa 24 Hours ขณะที่ลายละเอียดทางการขับขี่ก็ได้รับเทคโนโลยี โมชันแคปเจอร์ มาใช้ปรับปรุงระบบฟิสิกส์ยางและแอโรไดนามิคให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ขณะแข่งขันผู้เล่นจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพรถอยู่เสมอ ส่วนลายละเอียดด้านการแข่งขันอาทิ นักขับ, รถ, ทีมแข่ง หรือ สนามเซอร์กิต ก็ยังได้รับการแกะออกมาให้ถูกต้องตามลิขสิทธิ์แบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย

จุดเด่นอีกหนึ่งประการของ Assetto Corsa Competizione คือการนำ Unreal Engine 4 มาใช้เป็นขุมพลังในการสร้างสรรค์งานภาพอันสวยงามตระการตา และเพื่อให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในเกมมีความสมจริงมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานร่วมกับระบบสภาพอากาศแบบไดนามิค ที่จะทำให้การแข่งขันของคุณมีความใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงในเวลาปัจจุบัน

Assetto Corsa Competizione

ระบบการเล่นมีมาให้อย่างครบครันทั้ง Free Play, Career, Championship และ Multiplayer ที่สำคัญคือตัวเกมยังรองรับอุปกรณ์เสริมทั้ง ชุดจอยพวงมาลัย กับ VR อีกเช่นเคย เพื่อการมอบประสบการณ์การเล่นอันยอดเยี่ยมมากที่สุดให้แก่ผู้เล่นได้สัมผัส

อาจเรียกได้ว่า Assetto Corsa Competizione คือเกมแข่งรถเหมือนจริงที่มีความพยายามในการยกระดับของตนเองให้ก้าวขึ้นไปแข่งขันกับเกมรุ่นใหญ่อย่าง GT Sport และ Project CARS ได้อย่างสูสี ซึ่งจากชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่ภาคแรกก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยอมรับได้แล้ว โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างประสบการณ์ให้ผู้เล่นได้เข้าใกล้กับบรรยากาศการขับขี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหากใครที่สนใจก็สามารถหาซื้อได้แล้วผ่านทางร้านค้า Steam ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

ฝึกฝนจากเกมยานยนต์ เพื่อพัฒนาทักษะการขับรถไปใช้ในชีวิตจริง

Adcade และ Simulation

เกมจำลองสถานการณ์เป็นเกมอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งเกมแนวทหาร และเกมแข่งรถ ที่มีการออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศในโลกความเป็นจริงมากที่สุด แต่ทั้งนี้หลังจากที่ผู้เล่นหลายคนได้เล่นวิดีโอเกมเหล่านี้ไปเป็นเวลานานก็อาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นว่า ทักษะและประสาทสัมผัสที่ได้จากการฝึกฝนผ่านหน้าจอ มันจะสามารถหยิบนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเกมแข่งรถที่น่าจะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุด

สิ่งที่คุณจะได้รับจากเกมแข่งรถแนว Adcade และ Simulation

หากกล่าวถึงความสมจริงก็ต้องยกให้เกมแข่งรถแนว Simulation เพราะเป็นเกมที่มีการนำระบบฟิสิกส์ การคำนวนการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถมาใส่ไว้อย่างละเอียดเพื่อให้ทุกการขับขี่มีการตอบสนองที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด รวมไปถึงการปรับแต่งรถที่มีสูตรเฉพาะที่ถ้าหากทำมั่ว ๆ มันก็จะส่งผลต่อการขับขี่และประสิทธิภาพของรถที่ไม่ใช้แค่รถวิ่งได้ช้าลงด้วยอีกต่างหาก 

ในขณะที่เกมแข่งรถแนว Adcade นั้นจะไม่ได้ลงลึกในเรื่องการใส่ลายละเอียดอะไรเหล่านี้มาก เพราะตัวเกมต้องการเข้าถึงผู้เล่นให้ได้ทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้พัฒนาจึงหันมาเน้นความสนุกจากการ ชน เบียด เหินอากาศ และการปล่อยไนตรัสออกมามากกว่า แต่ทั้งนี้ผู้เล่นก็สามารถเลือกปรับแต่งเองให้มีความสมจริงขึ้นได้ ผ่านการเข้าไปตั้งค่าปรับให้ระบบขับขี่เป็นการสับเกี่ยร์เองแทนระบบออโต้, การปิด Racing Line เพื่อกะความเร็วและระยะการเข้าโค้งเอง หรือการสั้งเปิด-ปิด ABS เป็นต้น

แล้วสิ่งที่ได้จากเกมสองประเภทนี้คืออะไรกันละ ? แน่นอนเกมแนว Simulation จะทำให้คุณทำความเข้าใจกับระบบการขับขี่ที่ไม่ได้ง่ายอย่างใจนึก ทั้งการเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ การเข้าเกียร์ให้ถูกจังหวะ ระบบฟิสิกส์ที่พร้อมทำให้คุณปวดหัวได้เสมอจากการปรับแต่งรถและการควบคุมของคุณเอง ส่วนเกม Adcade นั้นเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่มักจะเป็นการขับขี่ในเมือง มันจึงเหมาะสำหรับใช้จำลองการขับขี่ในเมืองอย่างกับฝึกหลบสิ่งกีดขวาง การเข้าโค้งบนถนนที่แตกต่างกัน หรือ การทดสอบอันตรายจากการใช้ความเร็ว เป็นต้น

Adcade และ Simulation

เกม Simulation ที่แนะนำ

– Granturismo, Forza, Assetto Corsa, Project Cars, DiRT Rally 

เกม Adcade ที่แนะนำ

– Need for Speed, The Crew, Burnout, Driveclub

นอกจากนี้ก็ยังมีเกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถแข่งแต่สามารถนำมาปรับใช้กับการขับขี่ในชีวิตจริงได้อย่าง Euro Truck Simulator และ City Car Driving ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Driving Simulation ซึ่งผู้เล่นจะได้สัมผัสกับการจำลองการสัญจรบนท้องถนน แต่ทั้งนี้มันจะสนุกถูกใจคุณหรือเปล่านั้นก็มีแต่ต้องลองกันดูสักครั้ง 

และถ้าจะให้ดีผู้เล่นควรมีการเสริมด้วยอุปกรณ์เสริม VR และ คอนโทรลเลอร์พวงมาลัยที่มีระบบ Force Feedback ( ระบบช่วยตอบสนองพวงมาลัย ) ก็จะทำให้การขับขี่ของคุณมีความท้าทาย และมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น



เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

กินลมชมวิวแม้ไม่ได้ออกนอกบ้านไปกับเกมขับรถแนว Driving simulator

แม้การขับรถฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ดูเหนื่อยสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับบางคนนั้น มันกลับกลายเป็นเรื่องสนุกที่ช่วยสร้างความสุนทรีให้กับชีวิตในการออกไปท่องเที่ยวชมบรรยากาศตามข้างทางนอกบ้าน แต่ทว่ามันก็อาจจะติดปัญหาตรงที่การจราจร ซึ่งผู้ขับต้องใช้ความระมัดระวังตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ บางสถานที่ก็อาจจะมีรถติดหนัก หรือบางแห่งในเมืองก็อาจมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ โดยถ้าหากคุณรู้สักเบื่อหน่ายกับสิ่งเหล่านี้และอยากจะปลดปล่อยความรู้สึกของตนเองให้สนุกกับการเดินทางมากที่สุด เราก็ขอแนะนำเกมขับรถแนว Driving simulator ที่จะช่วยให้การขับรถชมวิวทำได้แม้ตัวคุณจะอยู่กับบ้าน

แนวขับในเมือง

City Car Driving

City Car Driving

นี่คือเกมที่ถูกออกแบบมาให้ใช้จำลองการขับรถในชีวิตจริงโดยเฉพาะ ซึ่งระบบภายในเกมจะเพียบพร้อมไปด้วยระบบฝึกสอนผู้ขับขี่ ทั้งการปฏิบัติตามกฎจราจร มารยาททางการใช้ถนน การฝึกจอดรถ ไปจนถึงการสอบใบขับขี่ ซึ่งเรียกได้ว่าเล่นจบได้ก็มีทักษะพร้อมในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

และที่น่าสนใจคือตัวเกมมีโหมดฟรีที่จะให้ผู้เล่นสามารถขับรถชมเมืองบนแผนที่ขนาดใหญ่ แถมยังปรับสภาพภูมิอากาศตามต้องการได้อีกต่างหาก ที่สำคัญคือตัวเกมรองรับม็อดมากมายชนิดที่เล่นยังไงก็ไม่มีเบื่อแน่นอน

The Bus

The Bus

ขับรถเล่นอย่างเดียวอาจฟังดูไร้จุดหมาย ซึ่งถ้าหากอยากมีอะไรทำมากกว่านั้นละก็ทำไมไม่ลองมาสวมบทบาทเป็นโชเฟอร์ประจำรถบัสคอยรับส่งผู้โดยสารดูล่ะ โดยจุดเด่นของเกมนี้นอกจากจะมีภาพที่สวยงามด้วยงานกราฟิกระดับ Next Generation แล้ว แผนที่ภายในเกมยังเป็นการอ้างอิงมาจากกรุง เบอร์ลิน ของประเทศเยอรมนี มาในขนาดอัตราส่วน 1:1 นั่นจึงทำให้มันเหมาะสำหรับการขับรถเที่ยวชมบรรยากาศในเมืองต่างประเทศเป็นอย่างมาก

แนวขับนอกเมือง

Euro Truck Simulator
American Truck Simulator

Euro Truck Simulator 2 และ American Truck Simulator

เป็นเกมรถบรรทุกด้วยกันทุกคู่ โดยระบบการเล่นจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ที่ต่างออกไปจริง ๆ คือ สภาพแผนที่ภูมิประเทศที่อยู่คนละซีกโลก

Euro Truck Simulator 2 เป็นเกมขับรถบรรทุกที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุด เนื่องจากเป็นตัวเกมภาคล่าสุดที่มีการอัปเดตเนื้อหาและมีม็อดใหม่ ๆ ปล่อยออกมาเป็นระยะ ในขณะที่รูปแบบการเล่นก็ค่อนข้างหน้าสนใจเพราะมีทั้งการทำงานส่งของระยะไกล การลงทุนเปิดบริษัทเป็นของตนเอง และการบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากขึ้น ที่สำคัญคือการขับรถส่งของนั้นจะกินเวลาค่อนข้างนานคล้ายกับของจริงมาก เพราะจะเป็นการขับรถข้ามประเทศทั่วทวีปยุโรป โดยมีตั้งแต่ประเทศ เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, อิตาลี, ฝรั่งเศส และอีกมากมาย 

ในขณะที่ American Truck Simulator ก็จะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่จะเป็นการขับข้ามรัฐในประเทศ สหรัฐอเมริกาแทน รวมถึงรถที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากแบรนด์อเมริกันแทบทั้งหมด เรียกได้ว่ามีมาเพื่อผู้ที่อยากขับรถชมทะเลทรายในแดนประเทศมหาอำนาจอย่างแท้จริง

MudRunner

MudRunner

เปลี่ยนบรรยากาศมาเอาใจสาวกสายลุยป่าเขากันบ้างกับเกม MudRunner เกมขับรถแนวออฟโรดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในด้านของระบบฟิสิกส์อันสมจริง โดยเฉพาะในเรื่องของดินโคลนที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายของคุณ รวมไถึงความท้าทายอื่น ๆ อย่างทางราดชัน แม่น้ำ และ หลุมบ่อ ยานพาหนะก็มีให้เลือกหลากรูปแบบตามความชอบ ที่สำคัญคือระบบของตัวเกมนั้นค่อนข้างดิบเลยทีเดียว เพราะไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าไหร่ เนื่องจากผู้เล่นจะต้องใช้ฝีมือในการค้นหาจุดหมายและแก้สถานการณ์ด้วยตนเอง

ซึ่งเราหวังอย่างยิ่งว่าเกมขับรถแนว Driving simulator ที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ จะเป็นสิ่งช่วยแก้เครียดให้กับคุณได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์การการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจทำให้คุณไม่ได้ออกนอกบ้านมากนัก

Categories
ข่าวสาร บทความทั่วไป

เพลินทุกย่างก้าวการลุยโคลนไปกับ Spintires: MudRunner Mobile ในเวอร์ชั่นพกพา

Spintires MudRunner Mobile

Mudrunner เป็นการผสมผสานกันระหว่างคำว่า ” โคลน ” เข้ากับ ” วิ่ง ” เพื่อสื่อความหมายในการเดินทางที่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยดินโคลน โดยจุดเด่นของเกมก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของลายละเอียดระบบฟิสิกส์ซึ่งจัดเต็มมาเพื่อความสมจริงอย่างขีดสุด ไม่ว่าจะน้ำหนักรถ การเอียนเอียง การขับเคลื่อนขึ้นที่สูง-ต่ำ ไปจนถึงพื้นผิวโคลนที่จะเปลี่ยนสภาพทุกครั้งเมื่อมีการขับผ่านจนกลายเป็นทางล้อ และมันจะส่งผลให้การขับผ่านในครั้งต่อไปเป็นไปได้ยากมากขึ้น 

Spintires MudRunner Mobile

และที่ถูกใจเหล่าคอเกมขับรถเหมือนจริงมากที่สุด ก็คือเมื่อรถเกิดมีปัญหาไปต่อไม่ได้ เราจะต้องหาทางขับรถอีกคันมาจากด้านนอกเพื่อลากรถที่ติดขัดออกจากสถานที่แห่งนั้น โดยไม่สามารถวาปรถออกได้ และด้วยการนำเสนอรูปแบบการเล่นที่แปลกใหม่สมจริง Mudrunner จึงกลายเป็นเกมที่มีกระแสวิจารณ์ไปในทิศทางที่ดีเยี่ยมมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามในเวอร์ชั่นของ MudRunner Mobile ที่เป็นการพอร์ตลงให้กับโทรศัพท์มือถือ ลายละเอียดต่าง ๆ ภายในเกมจึงถูกปรับแก้ไขให้ลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของพื้นผิวโคลนที่ไม่ได้แสดงลายละเอียดออกมาได้สมจริงเหมือนในเวอร์ชั่นคอมพิวเตอรื แต่เนื้อหาสำคัญ ๆ ต่างจะถูกมาลงไว้ให้ครบทั้งหมด ตั้งแต่โหมดภารกิจที่ผู้เล่นต้องขับรถไปให้ถึงจุดต่าง ๆ ตามเป้า โหมด Free Game ที่มีไว้ขับรถเล่นโดยไม่มีจุดหมายอะไรบนแผนที่ขนาดใหญ่ รถนานาชนิดที่มีให้เลือกตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมด้วยการเลื่อกพ่วงท้ายหลากรูปแบบมาให้บรรทุกวัสดุขึ้นเขาไปด้วยสำหรับสายนักเล่นสวมบทบาท 

Spintires MudRunner Mobile

ใครที่สนใจและชื่นชอบเกมขับรถเหมือนจริงสไตล์ Simulation สายลุยป่า ก็สามารถหาโหลด MudRunner Mobile มาเล่นได้แล้วบน Google Play ซึ่งรับรองได้ว่าใครที่ทำงานเกี่ยวกับการขับรถส่งของในพื้นที่ทุรกันดาร หรือเป็นสาวกชาวออฟโร้ดอยู่แล้ว จะต้องอินกับการเล่นเกมนี้ผ่านอุปกรณ์แบบพกพาอย่างแน่นอน

Spintires MudRunner Mobile



เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

สานฝันการเป็นนักแข่งรถได้ถึงบ้านกับเกม Gran Turismo Sport

Gran Turismo Sport

หลังจากทำหน้าที่เป็นวิดีโอเกมมอบความบันเทิงมาอย่างยาวนาน ในที่สุด Gran Turismo ซีรี่ย์เกมแข่งรถเหมือนจริงที่สุด ก็ได้ขยับตนเองให้ก้าวเข้ามาสู่วงการ e-sport ได้อย่างเต็มตัวเสียที ผ่านการนำเสนอระบบการเล่นที่มีลายละเอียดขึ้น ประกอบการงานภาพที่ได้รับการพัฒนาให้รันออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยมีมา ชนิดเห็นแล้วยังแทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าเครื่อง PS4 จะยังคงสามารถประมวลผลภาพออกมาได้ดีถึงขนาดนี้ 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เกมแข่งรถเหมือนจริงภาคใหม่อย่าง Gran Turismo 7 ยังไม่มีประกาศการระบุวันวางจำหน่ายที่แน่นอน ประกอบกับการเผยว่าตัวเกมจะลงให้เฉพาะเครื่อง PS5 เท่านั้น ทำให้เหล่าผู้ครอบครอง PS4 คงเหลือทางเลือกแค่การเก็บเงินซื้อคอนโซลใหม่เท่านั้น แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนเครื่อง ( กระเป๋าเงินแห้งอยู่ ) Gran Turismo Sport ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่ยังคบหากันอยู่ได้อีกนานแน่นอน 

Gran Turismo Sport

Gran Turismo Sport

แม้จะเป็นภาคที่เปิดตัวต่อจากภาค 6 แต่ทางผู้พัฒนาอย่าง Polyphony Digital กลับเลือกที่จะปัดเลข 7 ออกแล้วเลือกใส่คำว่า ” Sport ” ลงไปแทน เพราะเนื้อหาหรือรูปแบบการเล่นในภาคนี้จะค่อนแตกต่างและพิเศษยิ่งกว่าภาคก่อน ๆ เนื่องจากเป็นภาคที่เน้นออกแบบมาเพื่อรองรับการแข่งขัน e-sport ซึ่งได้รับการรองรับมาตรฐานโดย FIA ( สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ ) ดังนั้นเนื้อหาการเล่นไปจนถึงระบบต่าง ๆ จะเอื้อต่อการสนับสนุนการแข่งขันอย่างจริงจังมากที่สุด 

ส่วนระบบการเล่นต่าง ๆ ยังคงล้วนได้รับการปรับปรุงมามาให้ได้มาตรฐานตามสไตล์ของ Gran Turismo ที่คร่ำหวอดวงการเกมแข่งรถเหมือนจริงมาในทุก ๆ ภาค เพื่อให้ผู้เล่นดึงทักษะการขับขี่และความรู้เรื่องรถนำออกมาใช้ให้มากที่สุด ซึ่งในเรื่องพวกนี้เราคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรให้เสียเวลา เพราะชื่อเสียงด้านนี้ล้วนต่างเป็นที่ยอมรับและทราบดีกันอยู่แล้ว

ส่วนความน่าสนใจของภาคนี้จะแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ โหมดออนไลน์ กับ โหมดออฟไลน์

Gran Turismo Sport

โหมดออนไลน์

โหมดออนไลน์ คือจุดที่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Gran Turismo Sport กลายเป็นภาคพิเศษแทนที่จะเป็นภาคที่ 7 เพราะสิ่งที่แตกต่างก็คือการเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ตัวเกมจะต้องต่อเน็ตแบบตลอดเวลา มีเพียงโหมด อาเขต เท่านั้น ที่สามารถเล่นได้โดยไม่พึ่งพาอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าหากไม่มีสัญญาณคุณก็จะไม่สามารถ save ข้อมูลต่าง ๆ ในโหมดออนไลน์ได้เลย

ขณะเดียวกันหากคุณไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ สังคมการแข่งขันบนโลกยานยนต์ในโหมด Sport ก็เป็นอะไรที่เปิดกว้างและรอต้อนรับคุณอยู่ตลอดเวลา เพราะภายในมีผู้เล่นทั่วโลกที่ต่างหาความสนุกกับการวัดระดับรถและทักษะการขับขี่กันอย่างคับคั่ง แถมยังมีการแบ่งคลาสเพื่อจัดกลุ่มผู้เล่นระดับต่าง ๆ ตั้งแต่คลาส E,D,C,B,A รวมไปถึงการแข่งขันแบบ Champion ship ที่มาเป็นตัวการันตีถึงความสามารถที่แท้จริงเฉพาะบุคคลนั้น ๆ อย่างไรก็ตามแม้เกมจะมีความจริงจังแต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาป่วนได้ง่าย ๆ เพราะในเกมมีระบบค่า DR ( Driver Rating ) กับค่า SR ( Sportsmanship Rating ) มาเป็นตัวกำกับ หากผู้เล่นคนไหนชนคู่แข่งในโหมด Sports บ่อย ค่า SR ก็จะถูกหักออกไปทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบพฤติกรรมล่วงหน้าของเพื่อนรวมห้องได้นั่นเอง

แต่ถ้าไม่อยากซีเรียสอะไรมากเกมก็ยังมีโหมด Lobby ที่คุณสามารถสร้างห้องและตั้งกฏกติกาได้ตามใจสำหรับเล่นกับคนรู้จัก หรือถ้าเบื่อ ๆ จะเข้าไป Join กับ Lobby ห้องคนอื่นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

Gran Turismo Sport

โหมดออฟไลน์

แม้ อาเขต จะไม่ได้เชื่อมต่อกับสังคมภายนอก แต่ผู้เล่นก็ยังเพลิดเพลินกับโหมดมากมายที่มีมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น Single Race ( แข่งกับบอท ), Time Trial ( แข่งทำเวลา ) , โหมด Drift โหมดทำภารกิจ และยังมีระบบแบ่งหน้าจอมาไว้เล่นกับเพื่อนได้อีกด้วย ซึ่งหลัก ๆ แล้วโหมดนี้จะเหมาะสำหรับเล่นเก็บเลเวลหรือเล่นเพื่อปลดล็อครถใหม่เป็นหลักมากกว่า 

นอกจากนี้แล้วเกมแข่งรถเหมือนจริงภาคใหม่อย่าง Gran Turismo Sport ยังเป็นเกมที่พยายามนำเสนอเรื่องการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการยกระดับงานภาพให้สวยงามมากกว่าเกมไหน ๆ ผ่านการนำเสนอบนโหมดถ่ายภาพที่ทุกแสงเงาล้วนมีการประมวลผลออกมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อที่ผู้เล่นจะสามารถนำรถคันโปรดมาถ่ายกับฉากสถานที่แห่งต่าง ๆ บนโลกที่เกมจัดมาให้ได้ตามต้องการ รวมไปถึงการรองรับ PSVR ที่จะทำให้ทุกการขับขี่ของคุณได้รับอรรถรสแบบเต็มประสิทธิภาพ

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน

Categories
บทความทั่วไป

เกิดมาเพื่อจับพวงมาลัย กับ 4 เกมรถแนว Simulator ชื่อดังที่เหมาะสำหรับเล่นร่วมกับอุปกรณ์เสริมมากที่สุด

เพราะรถกับความเร็วคือความฟันที่ผู้ชายหลายคนต่างหลงใหล แต่เพราะเรื่องของค่าใช้จ่ายที่กลายเป็นกำแพงให้บางคนยากแก่การเอื้อมรถในฝันเหล่านี้ โดยเฉพาะ feeling การขับขี่ที่ถือเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงหากไม่เคยได้ลองขับมันจริง ๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวงการเกม Simulator ที่ไม่ได้มอบแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังสามารถจำลองสภาพแวดล้อมการขับขี่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมในแบบฉบับเกมแข่งรถเหมือนจริง ทำให้เหล่าชายช่างฝันทั้งหลายไม่ต้องหาเงินมาถอยรถเป็นคัน ก็สามารถเข้าถึงฟิลการขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนเกมที่ได้ชื่อว่าเป็นเกมระดับแนวหน้าในวงการเกมแข่งรถเหมือนจริงมีอยู่ด้วยกันดังต่อไปนี้

Gran Turismo

1.Gran Turismo

เป็นเกมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของวงการ ถึงความเป็นตำนานที่บุกเบิกแนวเกม Simulator มาตั้งแต่ยุค PS1 ซึ่งตัวเกมก็ยังคงแนวแน่ในการนำเสนอเนื้อหาจำลองการขับขี่ออกมาให้สมจริงมากที่สุด รวมไปทั้งการปรับแต่งรถ และรูปแบบการเล่นในสนามที่จำลองมาจากสถานที่ชื่อดังต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น จนกระทั่งในปี 2017 ตัวเกมก็ได้ออกภาค Sport โดยมันถือเป็นภาคแรกที่เน้นการทำขึ้นเพื่อแข่งขันกันในเวที E-sports โดยเฉพาะ ภายใต้การร่วมมืออย่างเป็นทางการของ FIA ( สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ ) ส่วนภาคใหม่ล่าสุดอย่าง Gran Turismo 7 ก็กำลังจะออกตามมาในปี 2021 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

Forza

2.Forza

ว่ากันว่ามันเป็นเกมที่ทำมาเพื่อแข่งขันกับ Gran Turismo โดยตรง แถมยังเป็นเกมแข่งรถสมจริงที่ทำมาสำหรับ Xbox ด้วยอีกต่างหาก ( Gran Turismo ทำมาสำหรับ Playstation ) ซึ่งหลาย ๆ อย่างของตัวเกมค่อนข้างมีความใกล้เคียงกัน ต่างกันตรงที่ Forza มีซี่รี่ย์แยกอย่าง Forza Horizon ที่เป็นภาคสำหรับให้ผู้เล่นได้ซิ่งกันนอกสนาม ภายใต้ลายละเอียดการขับขี่ที่ยังคงความสมจริงเหมือนอยู่เช่นเดิม

DiRT Rally

3.DiRT Rally

นับเป็นเกมที่เหมาะสำหรับการใช้อุปกรณ์เสริมมากที่สุด เพราะความโหดหินของระบบการตัวเกมที่ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องใช้ทักษะการขับขี่ขั้นสูงในการประคองรถเพื่อไม่ให้รถไป ” ชน ” หรือ ” พลิกคว่ำ ” ตกข้างทาง เนื่องจากรูปแบบการแข่งจะเป็นการแล่นบนเส้นทางคดเคี้ยวอันสุดหฤโหด ดังนั้นการใช้จอยคอนโทรลเลอร์และคีย์บอร์ดอาจทำให้การทำเวลาในสนามของคุณ ไม่ได้เข้าถึงความมันส์มากเท่าที่ควร 

Spintires

4.Spintires

หากจะเรียกว่าเกมแข่งรถอาจจะไม่ตรงตัวซะทีเดียว เพราะเนื้อหาหลักของเกมนี้คือการพารถไปให้ถึงยังจุดมุ่งหมายของภารกิจ แต่สิ่งที่ทำให้มันได้มาอยู่ในบทความนี้ ก็คือความเหมาะสมในการเล่นผ่านชุดอุปกรณ์เสริมชุดจอยพวงมาลัย เนื่องจากความโดดเด่นของตัวเกมคือระบบการขับขี่บนเส้นทางแบบ ” ออฟโรด ” ที่จะพาไปรู้จักกับความท้าทายในการขับขึ้นเขาลุยโคลน ฝ่าอุปสรรคเส้นทางต่าง ๆ กลางป่าเขา ภายใต้กฎฟิสิกส์อันสมจริง ดังนั้นการหันทิศทางพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งให้ตรงจังหวะ จึงเป็นสิ่งที่ให้ฟิลการขับขี่ที่ดีกว่าอย่างแน่นอน เพื่อที่จะข้ามสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ระหว่างทางได้สะดวก

 

 

 

เขียนโดย : นายล้อหมุน